คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

     ในการเดินทางของแต่ละครั้ง เรามักจะมีคนที่ให้จดจำอยู่เสมอ การได้พบกับใครสักคน สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง ถ้าเป็นความเชื่อของชาวพุทธ ก็คงเป็นเพราะเราเคยร่วมทำบุญด้วยกันมาในชาติปางก่อน ทุกครั้งของการเดินทาง ผมได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา แต่มีเพียงไม่กี่คน ที่ผมสามารถจดจำได้เวลาที่กลับมาถึงบ้าน....และแม้เวลาจะผ่านล่วงนานไปมากแค่ไหน เค้าก็ยังคงอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผมเมื่อนึกถึงสถานที่แห่งนั้น นั่นคือเค้าละ...คนที่พิเศษสุดสำหรับการเดินทางของผมในครั้งนั้น และนี่คือเรื่องราวมิตรภาพระหว่างผมกับคุณยายเลียบที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ณ เมืองตะนาวศรี พม่าตอนใต้....


     คุณยายเลียบ ในวัย 73  ย่าง 74  ในปีนี้ (2560) ยังคงอยู่ดีมีสุข ร่างกายยังคงแข็งแรง หน้าชื่นตาบาน ดูสดใสทุกครั้งที่ผมแวะเวียนพาญาติพี่น้องจากฝั่งไทยไปเยี่ยมเยียน ผมไม่เคยนัดหมายคุณยายให้ต้องมารออยู่ใต้ถุนบ้าน เวลาที่พาคณะทัวร์มาที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรีแห่งนี้ แต่ผมมักจะเห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงนั้นเสมอเวลาที่ผมกับคณะทัวร์มาถึง เมื่อผมเห็นแก สิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนผมเสมอคือหญิงชราคนหนึ่งที่ให้กำเนิดผมและเพราะการงานจึงทำให้เราสองคนจำต้องอยู่ห่างกัน ผมเห็นแววตาของยายเลียบที่อ่อนโยน และรอยยิ้มดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง ยิ่งทำให้ผมนึกถึงคนทางบ้านที่ยู่ไกลแสนไกลมากขึ้น บ้านของคุณยายเลียบอยู่ใกลักับวัดสิงขรวราราม นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมได้มาพบตะแกในสายวันหนึ่งของกาลต้นฝนเมืองสองปีที่แล้ว....



     วันแรกที่พบกันผมก็สอบถามเรื่องราวของคนไทยในหมู่บ้านแห่งนี้ราวกับนักข่าวสัมภาษณ์บุคคลเพื่อลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ แกก็ร่ายชื่อหมู่บ้านคนไทยพลัดถิ่นในถิ่นแถวนั้นมาเสียยาวเหยียด เช่น หมู่บ้านสงขลา หมู่บ้านมุโพรง หมู่บ้านลำปะเทง หมู่บ้านสองช่อง และหมู่บ้านทองหลาง เป็นต้น แล้วก็บอกว่า อยู่ทางนี้ พม่าก็ว่าคนไทย ไปอยู่ทางไทย ตำรวจไทยบอกพม่า ทั้งๆ ที่พูดไทยได้ จะไปอยู่ไทยก็ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเงินซื้อ อยู่สิงขรมีที่ดินบรรพบุรุษให้ทำกิน มีญาติพี่น้อง เราเป็นคนไทยเหมือนกันหัวใจเป็นไทยอยู่ หลังจากฟังแกพูดแล้ว ผมรู้สึกใจหายคล้ายมีก้อนสะอึกมาจุกตรงคอ ด้วยเหตุผลทางการเมืองและการปกครองยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคอาณานิคม และช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้พวกเขากลายเป็น คนพม่าเชื้อสายไทย ตกค้างอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ยายเลียบพูดภาษาไทยเหมือนคนไทยปักษ์ใต้ บ้างก็ว่ามีสำเนียงคล้ายกับคนบางสะพานที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 



ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนแกที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ถ้าไม่มีเส้นเขตแดนกั้น คนในหมู่บ้านแห่งนี้ก็คนไทยดีๆ เรานี่เอง ทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนคุณยายเลียบ ความรู้สึกของผมเหมือนได้กลับมาหาญาติผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่าเวลาที่เราเดินทางไปกับความคิด ความรู้สึก และให้เวลาความคิด ความรู้สึกเดินทางไปกับเรา เราจะได้เจอกับอะไรที่ตามหามานานหรือหล่นหายไปนานก็เป็นได้ เฉกเช่น คุณยายเลียบที่ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงวันชื่นคืนสุขของช่วงชีวิตในวัยเยาว์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ การเดินทางของความคิดและความรู้สึกที่ตกตะกอนและเติบโตขึ้นจากการเดินทางจึงเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งที่การเดินทางมอบให้เรา



20 มีนาคม 2560



การเดินทางในพม่าตอนใต้กับความทรงจำของปี 2559

ตลอดการเดินทางของปี 2559 ที่ผ่านมา เราได้ตระเวนไปหลายที่ในพม่า จากภาคใต้สู่รัฐฉานเหนือ จากตะวันออกสู่ตะวันตก และออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ในพม่าตอนใต้ บางที่ก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง และบางแห่งก็มีอยู่บ้างเล็กน้อย ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราได้เก็บเกี่ยวความทรงจำไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของคนแปลกหน้าที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม  การออกตามหาหลุมฝังศพคุณปู่ของฝรั่งวัยเลยกลางคนนาม Mr. Phillip Cass ซึ่งถูกฝังไว้ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรในเมืองตันบูซายัด (Thanbyuzayat) ซึ่งมีหลุมฝังศพเชลยศึกอยู่ถึง 3,771 ศพ เราจำได้ว่าวันนั้นเป็นบ่ายของเดือนพฤศจิกายน แดดรำไรไม่ร้อนมากนัก พอมาถึงที่สุสานดังกล่าว Mr. Philip Cass ก็รีบผลุนผลันลงจากรถ แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในสุสานที่ด้านหน้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Thanbyuzayat War Cemetery’ เขาเดินมองหาชื่อคุณปู่อย่างกระวนกระวายใจ จากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่ง เราเดินตามเขา คอยสังเกตอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเห็นเขามาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมหนึ่ง และภาพถัดมาที่เราเห็นคือหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...ตรงด้านหน้าหลุมศพนั้นคือภาพนายทหารหนุ่มสวมหมวกปีกอ่อน เป็นภาพสีแดงๆ เก่าๆ ความรู้สึกของเราในเวลานั้นจมดิ่งไปกับบรรยากาศที่แสนเงียบงน...สงครามโหดร้ายเสมอ ไม่เคยปราณีใคร และไม่เคยให้อะไรนอกจากความสูญเสีย

    สุสานทหารสัมพันธมิตรเมืองตันบูซายัด พม่าตอนใต้
    ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

   Mr. Phillip Cass  หน้าหลุมฝังศพของคุณปู่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สร้างรถไฟสายมรณะ (Death Railway) ฝั่งพม่า
   ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

ตลอดการเดินทางของปีที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของพม่าตอนใต้ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเริ่มพัฒนา และการลงทุนของทั้งนักธุรกิจท้องถิ่นและต่างชาติก็เพิ่มสูงขึ้น เราเห็นห้างใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เมืองมะละแหม่ง และห้างขนาดกลางที่เมืองทวาย และมะริด โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ก็ผุดขึ้นอย่างมากมาย ตลอดจนการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของหนุ่มสาวพม่าในยุคแห่งการกดดันผ่านไป ฝากาต้มน้ำได้เปิดออก ทำให้วัฒนธรรมการนุ่งโสร่ง เคี้ยวหมาก เริ่มไม่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกประทับใจคือสายใยความจงรักภักดีของชาวพม่าที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เวลาที่เราไปร้านอาหารที่เจ้าของเคยมาทำงานที่เมืองไทยเราจะเห็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ติดไว้ข้างฝา แสดงถึงการเทิดทูนพระองค์ท่านเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเคยเข้ามาทำงานในเมืองไทย จนสามารถตั้งตัวได้ นั่นเป็นเพราะพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแท้ 

รูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองทวาย
ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

การเดินทางทำให้เราสัมผัสถึงมิตรภาพ ของคนแปลกหน้า ได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวอันแสนประทับใจไว้ในลิ้นชักความทรงจำ รวมถึงแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เข้ามากระทบขณะเดินทาง และทำให้เราได้เข้าใจความคิดหรือความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในจิตใจมาเนิ่นนาน ท้ายสุดก็ทำให้เราได้รู้จักตัวเองและเข้าใจผู้คนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้น....

เราจะออกเดินทางต่อไป ตราบนานเท่านาน....

1 มกราคม 2560

วิธีการทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวไทย – พม่า ด่านพุน้ำร้อน – ทิกิ

ด่านพุน้ำร้อน เป็นด่านถาวรน้องใหม่ที่เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2556 ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านพุน้ำร้อน ต. บ้านเก่า อ. เมือง จ. กาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจน์ประมาณ 70 กม. การเดินทางข้ามฝั่งไปเที่ยวด่านทิกิฝั่งประเทศพม่าและเมืองทวายนั้นแสนสะดวกง่ายดายเพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อยื่นขอหนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border Pass) หรือเรียกสั้นๆ ว่า บัตรผ่านแดนชั่วคราว เท่านั้น และสามารถท่องเที่ยวในทวายได้ 7 วัน 6 คืน


เอกสารนี้เป็นกระดาษขนาด A4 ที่มีภาพถ่ายและข้อมูลบัตรประจำตัวของเรา ซึ่งดึงมาจากฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของสำนักบริหารการทะเบียนกรมการปกครอง สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวพำนักอยู่ในเขตพม่าที่กำหนดได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ (7 วัน) ขั้นตอนการยื่นขอหนังสือผ่านแดนชั่วคราวนั้นไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน เพียง 10 นาทีก็ได้แล้วและมีค่าใช้จ่ายเพียง 80 บาทเท่านั้น โดยเสียค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 30 บาทและฝั่งพม่าอีก 50 บาท เพียงเท่านี้เราก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อำเภอเมืองทวายได้ทันที

สถานที่ทำบัตรผ่านแดน
-          
     1. สามารถทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวได้ที่ สำนักงานออกหนังสือผ่านแดน อ.เมือง จ. กาญจนบุรี ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งอยู่ตรงทาง 
       ขึ้นไปวัดพุน้ำร้อน ก่อนถึงด่านตม. ประมาณ 200 เมตร
        2. เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่เวลา 08:30 – 16:30 น.
        3. เบอร์โทรติดต่อ: 034-510-872




เอกสารที่ต้องเตรียมในการทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว
-          - บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรข้าราชการ (ยังไม่หมดอายุ)
-          - ค่าธรรมเนียม 30 บาท (ฝั่งไทย) และจ่ายอีก 50 บาท สำหรับฝั่งพม่า
-          - กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้ปกครองต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านหรือสูจิบัตรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่




ติดต่อรถนำเที่ยว/ทัวร์: 082-192-2488 (วัตร)



นั่งรถไฟจากทวายไปมะละแหม่ง (เส้นทางรถไฟที่ช้าที่สุดในพม่า)

การเดินทางจากทวายไปมะละแหม่งนั้น เราสามารถนั่งรถโดยสาร รถไฟ และเครื่องบินไปก็ได้ ซึ่งมีบริการทุกวัน โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารที่ออกทุกชั่วโมงตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเวลาบ่ายๆ แต่การเดินทางที่สนุกตื้นเต้นและเต็มไปด้วยสีสันที่ผมอยากแนะนำเหล่านักเดินทางสะพายเป้ทั้งหลายก็คือการเดินทางด้วยรถไฟ


   Photo by: Chris 
   www.adventurizer.com

คุณรู้ไหม?...รถไฟสายทวาย มะละแหม่งนั้น เป็นเส้นทางรถไฟที่ช้าที่สุดในประเทศพม่าหรืออาจจะช้าที่สุดในอาเซียนเลยก็ว่าได้ เอาละ...เราลองจินตนาการดูว่าเราจะใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมงสำหรับระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร  ตอนแรก ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่ความจริงที่ต้องบอกกันตรงๆ เลยก็คือใช้เวลาเดินทางนานถึง 14 ชั่วโมงเลยทีเดียว!!! เพราะรถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่จำกัดจำเขี่ยซะเหลือเกิน ประมาณ 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นและจอดแวะรับผู้โดยสารตลอดทาง ถึงแม้จะเหนื่อยกับการเดินทางแต่มันก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนมากหน้าหลายตาที่พบเจอบนรถไฟ, ความงดงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนสองข้างทางรถไฟช่วยแต้มแต่งสีสันของการเดินทางให้รู้สึกเพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายเลยสักนิดเดียว

  
เช้าตรู่วันนั้น ผมสะพายเป้ใบเขื่องพร้อมหนังสือ ‘Finding George Orwell in Burma’ มีชื่อภาษาไทยว่า จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์เขียนโดย Emma Larkin เล่าเรื่องการย้อนรอยตามเส้นทางของจอร์จ ออร์เวลล์ อดีตตำรวจอังกฤษผู้ใช้ชีวิตสี่ปีในพม่าจากปากแม่น้ำอิรวดี ย้ายมาย่างกุ้ง แล้วไปอยู่มะละแหม่ง ก่อนจะโดนย้ายขึ้นเหนือไปอยู่ที่กะธา ผมมาถึงสถานีรถไฟประมาณตีห้ากว่าๆ พอมาถึงปุ๊บ และซื้อตั๋วเรียบร้อย ผู้คุมรถไฟก็พาขึ้นไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้ชั้นล่าง (Lower Class) ในราคา 3,900 จ๊าตหรือประมาณ 130 บาท ส่วนชั้นบน (Upper Class) ซึ่งเป็นเบาะหนัง ราคา 5,900 จ๊าตหรือประมาณ 200 บาท ถ้าใครไม่อยากทรมานตัวเอง ผมขอแนะนำซื้อตั๋วราคา 3,900 จ๊าตจะเป็นการดีที่สุด...ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องนั่งจนตูดชาเลยทีเดียว...หลังจากนั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมง เสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้นเหมือนเตือนผู้คนให้ถอยออกจากชานชาลาก่อนจะวิ่งออกไปตอนเวลาหกโมงเช้า



                                                                                                                                                    
    Photo by: Chris 
    www.adventurizer.com

รถไฟวิ่งฉึกฉักไปอย่างช้าๆ ผ่านทุ่งนา แม่น้ำ และชุมชน ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผมเดินออกมายืนตรงประตูรถไฟเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นแต่งฟ้าอันสดใส สูดอากาศเข้าเต็มปอดเต็มก้อนด้วยความสดชื่น บนรถไฟเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เสียงพูดคุยกันด้วยภาษาพม่าสำเนียงทวายดังรอบตัว รถไฟแวะจอดรับผู้โดยสารเกือบทุกครึ่งชั่วโมงตลอดการเดินทางสู่เมืองมะละแหม่งจนแทบไม่มีที่นั่ง! ล้นทะลักออกมาถึงตรงประตูทางขึ้น-ลง และประตูเชื่อมโบกี้ก็ล็อกไว้สนิท ผู้คนบนรถต่างส่งรอยยิ้มมาที่ผมด้วยความเป็นมิตร บางคนนั่งหลับไปจนถึงปลายทางและบางคนก็นั่งทานอาหารบนรถไฟอย่างเอร็ดอร่อย พอรถไฟวิ่งมาถึงเมืองเย เขาจะให้เราเปลี่ยนขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งเพื่อเดินทางต่อไปเมืองมะละแหม่งหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า เมาะลัมไยน์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกหลายชั่วโมง แต่ถ้าเกิดท่านใดไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถนั่งรถบัสต่อไปเมืองมะละแหม่งได้เช่นเดียวกัน



ผมมาถึงเมืองมะละแหม่งตอนเวลาประมาณเกือบสามทุ่มแล้ว....นับเป็นประสบการณ์การเดินทางที่สนุกตื่นเต้นอีกครั้งหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียว....

เที่ยวทวาย...พม่าตอนใต้

ทวาย หรือที่รู้จักกันในอดีตว่า ทะวอย (Tavoy)’ เป็นเมืองหลวงของเขตตะนาวศรี (Tanintharyi Region) กลางศตวรรษที่ 13 เมืองทวายรู้จักกันในชื่อ เมืองธากาย่า (Thargaya)’ ทวายเคยเป็นแหล่งส่งออกดีบุกไปประเทศอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 16 และเป็นเมืองที่ พม่าแย่งไป ไทยแย่งมา อยู่หลายทศวรรษ ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดครองในปี 1826 เนื่องจากเป็นศูนย์กลางค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้ในทวายมีกลุ่มชนหลายชาติพันธ์อาศัยอยู่รวมกัน  ไม่ว่าจะเป็นพม่า กะเหรี่ยง มอญ แขกมัวร์ จีนฮกเกี้ยน และมอร์แกนหรือซาโลน และเป็น Melting Pot ที่มีทั้งชาวพุทธ ฮินดู คริสต์ และมุสลิม อาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมา


ถึงแม้ทวายจะเป็นเมืองหลวงของเขตตะนาวศรี แต่ก็เป็นเมืองชายทะเลที่เงียบสงบ มีชายหาดที่สวยงาม และเป็นประตู (Gate Way) สู่หมู่เกาะมะริด 800 เกาะ (Mergui Archipelago) ชายหาดของเมืองทวายโดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15-45 กิโลเมตร บางแห่งยังเงียบสงบรอการค้นพบ และบางแห่งก็เป็นสถานที่ที่ชาวประมงมาแวะพักเพื่อหลบพายุฝนและเติมน้ำจืดเท่านั้น... ไม่แน่...หากเพื่อนๆ โชคดีพอ คงมีโอกาสค้นพบชายหาดใหม่ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้


การท่องเที่ยวในเมืองทวาย เพื่อนๆ สามารถเช่ารถตู้ตรงด่านพุน้ำร้อนหรือเพื่อความสะดวกในการเดินทางก็สามารถติดต่อพวกเรา Go Southern Myanmar (www.go-southernmyanmar.com) ให้จัดทัวร์เข้าไปก็จะรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวพอมีแรงหน่อย ก็สามารถเช่ารถมอเตอร์ไซด์จากในเมืองทวายตะลุยไปก็จะสนุกตื่นเต้นไปอีกแบบ เริ่มต้นการเดินทางจากหาดมอมะกัน (Maungmagan Beach) ซึ่งเป็นชายหาดยอดนิยมของคนทวายและตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ใช้เวลาเดินทางแค่ 25 นาทีก็ไปถึงแล้ว จากนั้นก็ตะลุยไปเลย! จากเหนือสู่ใต้ ตั้งแต่หาดนาปูแล (Nabule Beach) หาดซานมาเรีย (San Maria Beach) หาดตีเซะ (Tizit Beach) หาด Grandfather และหาดมิ้นควออ่อ (Horse Shoe Beach) ไปจนถึงแหลมชินมอหรือ Dawe Peninsula ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานองค์พระเจดีย์ชินมออันศักดิ์สิทธิ์และเป็น 1 ใน 9 เจดีย์ที่สำคัญของเมืองทวายด้วยเช่นกัน


ทวายเป็นเมืองที่มีอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ของพม่าตอนใต้อีกทั้งทำเลที่ตั้งก็มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้  ท่ามกลางอาคารเก่าๆ และตึกสไตล์โคโลเนียล เราจะเห็นตึกโรงแรมสมัยใหม่อยู่กระจายทั่วเมือง  ทวายจึงเหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการเข้ามาสัมผัสทะเลและชายหาดที่ยังบริสุทธิ์และจะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ในพม่า


นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแล้ว ทวายยังงดงามไปด้วยเจดีย์ศิลปะแบบมอญที่สวยงามไม่แพ้เจดีย์องค์อื่นๆ ในพม่า อาทิ เจดีย์ชเวตองจาหรือเจดีย์ใหญ่ องค์พระเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบมอญขนาดใหญ่ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลกะมารชินปางมารวิชัย อายุ 141 ปี และมีพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุมากมาย เช่น ปืนใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปสมัยทวารวดี และหินฝนทานาคา อายุร้อยปี เป็นต้น

เพื่อนๆ คนไหนสนใจท่องเที่ยวเมืองทวาย ลองเข้าไปค้นหาข้อมูลได้จากลิ้งค์นี้ได้เลยครับ



เที่ยวทวาย...ก่อนทวายเปลี่ยนไป

มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ที่เมืองทวาย พม่าตอนใต้

ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ผู้โดยสารของวินรถตู้แห่งหนึ่ง ณ สถานีรถประจำทางของเมืองทวาย เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ด่านพุน้ำร้อนที่อยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 150 กิโลเมตร ใกล้กันนั้นก็มีหญิงแม่บ้านกำลังนั่งคุยกับลูกชายวัยไม่เกินสี่ขวบเสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้งบิน ถัดไปก็เป็นเด็กหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายหมากรุกกำลังนั่งเคลียคลอกับเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวเข้ม ใบหน้ามีแป้งทานาคาสีเหลืองนวลแต้มเป็นวงกลมคล้ายพระจันทร์เต็มดวงอยู่สองข้างแก้ม ส่วนด้านในนั้น ก็เป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งวุ่นอยู่กับการขายตั๋วรถโดยสารอยู่ตรงโต๊ะไม้สีเหลี่ยมเก่าๆ พร้อมเคี้ยวหมากปากแดง สักพักก็มีชายหนุ่มผิวดำกร้านเดินเข้ามาในห้องผู้โดยสาร แล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ด้านข้างผม

Photo by Ying Tey

“จะไปไหนเหรอครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทยแปร่งปร่า ไม่ชัดเจน 
“ผมจะไปด่านทิคี่ครับ” ผมยิ้มตอบพลางวางหนังสือในมือลงข้างๆ พร้อมเอ่ยบอกจุดหมายปลายทางว่าเป็นด่านชายแดนไทย – พม่า ฝั่งตรงข้ามด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นชายหนุ่มก็เชิญผมคุยไปเรื่อยเปื่อยพร้อมสั่ง ‘หล่าแพดเหย่’ หรือชานมร้อนจากแม่ค้าด้านหน้าห้องผู้โดยสารมาให้หนึ่งแก้ว....

มิตรภาพของคนแปลกหน้าคือมนต์เสน่ห์ของการเดินทาง ที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่แสนประทับใจ มีชีวิต และอมยิ้มได้ 

เมื่อโชเฟอร์บีบแตร ตะโกนบอกว่ารถจะออกแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวก็รีบควักธนบัตรสีเขียวจำนวนหนึ่งพันจ๊าตออกมา แล้วรีบยื่นให้แม่ค้าที่อยู่ด้านหน้าห้องผู้โดยสารอย่างเร็วไว มิทันที่ผมจะมีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยบอกว่า ‘ขอจ่ายเอง’

 “ไม่เป็นไรครับพี่...ผมขอเลี้ยงแล้วกันเที่ยวนี้ ไว้มีโอกาสเจอกันวันหน้า ก็อย่าลืมทักทายผมบ้างนะครับ” 

หัวใจของผมเริ่มเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกซาบซึ้งใจแผ่ซ่านไปทั่วกาย อัธยาศัยและน้ำใจที่ชายหนุ่มคนนั้นแสดงออกมาทำให้ผมได้เห็นความงดงามของสังคมนี้ ความแปลกหน้าไม่ใช่กำแพงกั้นมิตรภาพแต่อย่างใดเลย ผมเอ่ยลาชายหนุ่มคนนั้นที่นั่งรอรถโดยสารอีกคันเพื่อไปเมืองอื่นและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นมานี้ได้สร้างความทรงจำที่แสนประทับใจให้กับการเดินทางของผมอย่างไม่มีวันลืมเลือน....


รถตู้ Toyota Super Custom วิ่งฉุยฉิวปลิวลมออกจากเมืองทวาย ผ่านสวนหมากที่อยู่สองข้างถนนไปอย่างเร็วรี่ ภายในรถตู้อัดแน่นไปด้วยหนุ่มสาวชาวพม่าที่จะไปขายแรงงานที่ประเทศไทย ว่ากันว่าแรงงานภาคประมงที่มหาชัย หรือในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครนั้น ส่วนใหญ่มาจากเมืองทวาย ย้อนกลับไปในอดีต แรงงานเหล่านี้จะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางจังหวัดระนอง โดยการนั่งเรือโดยสารไปลงที่เกาะสอง แต่พอด่านชายแดนที่หมู่บ้านพุน้ำร้อนและด่านสิงขรเปิด คนภาคตะนาวศรีก็เลือกจะนั่งรถมากกว่านั่งเรือ ทำให้บริษัทฯ ที่เดินเรือบนเส้นทางนี้ต้องหยุดให้บริการไปเมื่อต้นปีนี้ (2559) หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 2 ทศวรรษ ถนนช่วงที่สองเป็นถนนลูกรัง วิ่งเลียบไปกับแม่น้ำตะนาวศรีซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพื้นที่เขตนี้ ผ่านเทือกเขาตะนาวศรีหรือที่คนกะเหรี่ยงเรียกว่า ‘ปิล๊อกต่อง’ ส่วนคนพม่าเรียกว่า ‘ต่องตัน’ ข้ามเขาช้างร้องแล้วทะลุทะลวงไปบนถนนเส้นโบราณที่ใช้เดินทัพสู่ด่านบ้องตี้สมัยสงครามเก้าทัพและเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU



เด็กหนุ่มสาวในรถคุยกันโขมงโฉงเฉง รถไม่ได้เปิดแอร์แต่เปิดหน้าต่าง โชเฟอร์บอกว่าจะได้ไม่เมารถกันเพราะถ้าปิดกระจกเปิดแอร์เมื่อไหร่ คนในรถคงได้อ๊วกแตก อ๊วกแตนกันอย่างแน่นอน อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มาจากฝั่งตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี ก็คงคล้ายกับการดื่มน้ำกับน้ำแข็ง คนพม่าเองก็มองเป็นเรื่องแปลก มันขัดกับบริโภคนิสัยของเขา ยิ่งเมื่อเดินผ่านแดดร้อนๆ มา ชาวพม่าจะห้ามการดื่มของที่เย็นจัดอย่างน้ำแข็ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมดังกล่าวจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวและคนในสังคมเมืองก็ตามที แต่น้ำแข็งก็ยังไม่ค่อยนิยมบริโภคกันในสังคมพม่าสักเท่าไหร่ รถตู้วิ่งโขยกเขยกมาถึงจุดหมายปลายทางเมื่อตะวันจวนลับฟ้า เรื่องราวมิตรภาพของหนุ่มผิวดำกร้านที่ท่ารถเมืองทวายเมื่อเช้านี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำของหนุ่มนักเดินทางบ้านๆ เซอร์ๆ ติดดิน คนนี้อย่างไม่มีวันลืมเลือน... 

แด่มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ณ เมืองทวาย พม่าตอนใต้ 

 14 กันยายน 2559

ชีวิต Slow Life ที่พม่าตอนใต้


ฝนเริ่มโปรยเม็ดลงมาบ้างแล้ว ชาวนาเริ่มลงนาปลูกข้าวสำหรับเดือน หว่าโส่ ซึ่งเป็นเดือนที่มีความสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพราะเป็นวันธรรมจักรเพื่อน้อมรำลึกวันปฐมเทศนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเป็นช่วงเวลาของการบวชพระเณรและถวายเทียน จีวร ในวันเข้าพรรษาและในเดือนนี้ชาวพม่าจะนำดอกเข้าพรรษาซึ่งมีดอกสาละและดอกพุด นำมาบูชาพุทธเจดีย์

เช้านี้ ผมตื่นตั้งแต่ตีนฟ้ายังไม่เปิด หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็มาไหว้ พะยาเส่ง  หรือหิ้งพระประจำบ้านที่ชาวพม่านับถือ ผมเห็น แทต แทต โบ เด็กสาววัยเพิ่งชนยี่สิบกำลังวิ่งวุ่นเป็นมันอยู่ในครัว ขิ่น หม่อง ผู้เป็นพี่ชายและเป็นเพื่อนสนิทของผม ตะโกนเร่งน้องสาวให้ทำเร็วๆ เพราะจะได้เตรียมตัวใส่บาตรพระที่จะเดินผ่านหน้าบ้านในทุกๆ เช้า เด็กสาวได้ยินดังนั้นก็ปั้นน้ำเสียงโมโหใส่ทันทีด้วยความหงุดหงิด ทำให้พี่ชายระเบิดเสียงหัวเราะออกมา


แทต แทต โบ เรียนจบแค่ สิบตาน หรือมัธยมต้นเท่านั้น หลังจากออกจากโรงเรียนก็มาทำอาชีพขายหมากอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้  เช้านั้น พวกเราใส่บาตรพระด้วยข้าวสวยตามประเพณีปฏิบัติของคนที่นี่ ส่วนกับข้าวก็จะนำใส่ปิ่นโตไปถวายที่วัด เวลาใส่บาตร พระท่านจะไม่ให้พร สงบนิ่งแล้วก็เดินจากไป ถือเป็นวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ที่นี่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใดๆ สำหรับคนพม่า จากนั้นผมกับขิ่นหม่องก็ขับรถมอเตอร์ไซด์ไปที่ร้านน้ำชาในหมู่บ้านซึ่งคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตาส่งเสียงดังราวผึ้งแตกรัง ชาวพม่านิยมไปร้านน้ำชา ไม่เพียงเพื่อดื่มชากาแฟ แต่ยังเพื่อการพักผ่อนและพูดคุยกัน น้ำชาที่นิยมดื่มกันเรียกว่า ละพ่ะเหย่ หรือชานมร้อน  กินกับ นาเปีย หรือโรตีโอ่ง อร่อยจนลืมอ้วน ไม่แปลกนักที่จะเห็นหนุ่มๆ พม่ามานั่งดื่มชากันทุกเช้า บางคนคิดไม่ออก บอกไม่ถูก ก็มานั่งร้านน้ำชา มาแล้วสบายใจ ดีกว่าถูกเมียด่าอยู่ที่บ้าน...


สายวันนั้นผม, ขิ่นหม่อง, แทต แทตโบ และเด็กๆ ในหมู่บ้านก็ขึ้นไปนมัสการ พระธาตุอินแขวน หรือ ไจก์ทีโย บนภูเขาที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ของทะเลอันดามันได้ครบ 360 องศา ขิ่น หม่อง เล่าให้ผมฟังว่า ที่พม่าตอนใต้ มีไจก์ทิโย อยู่สองแห่ง และอยู่ติดทะเล ถ้าอีกหน่อยได้รับการพัฒนา ก็คงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของพม่าตอนใต้เหมือนที่เมืองไจก์โถ่ อำเภอสะเทิม อย่างแน่นอน...
ผมยืนสูดอากาศบริสุทธิ์อยู่บนยอดเขาแห่งนั้นได้อย่างเต็มปอด แล้วทอดมองทะเลอันดามันอันสุดสวยเบื้องหน้าอย่างมีความสุข ชีวิต Slow Life ของผมที่พม่าตอนใต้เต็มไปด้วยมิตรภาพและความจริงใจของคนที่นี่ ทุกๆ เช้าของการตื่นนอนเต็มไปด้วยพลังแห่งความสดใสและมุมมองใหม่ๆ อยู่เสมอ...จนผมรู้สึกว่า พม่าตอนใต้คือบ้านของผมอีกหลัง



ตะนาวศรี...เมืองเก่าริมน้ำสงบ

เมื่อดวงตะวันสีหมากสุกโผล่พ้นขอบฟ้าในเช้าวันหนึ่งแห่งกาลต้นฝน พวกเรารีบสะพายเป้ใบเขื่องออกค้นหาเมืองตะนาวศรี ถนนลูกรังทอดยาวผ่านสวนปาล์มนับหมื่นไร่ว่ากันว่าเป็นของมหาเศรษฐีแห่งพม่าตอนใต้ ผ่านชุมชนชาวตะนาวศรีซึ่งมีสำเนียงผิดแผกจากคนย่างกุ้งและผ่านชุมชนชาวไทยพลัดถิ่นที่หมู่บ้านสิงขร เราแวะคุยกับคุณยายท่านหนึ่ง ตะแกเล่าว่าอยู่ที่นี่มานานแล้วนับตั้งแต่เกิดและแถบแถวนี้ก็มีชุมชนชาวไทยพลัดถิ่นหลายหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านแหลมญวน หมู่บ้านทองหลาง หมู่บ้านลำปะเทง หมู่บ้านมุโพรง และหมู่บ้านสองช่อง เป็นต้น ชาวไทยพลัดถิ่นเหล่านี้มีวัฒนธรรมและประเพณีเหมือนคนไทยปักษ์ใต้ ตัวอาคารบ้านเรือนของคนไทยพลัดถิ่นจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูงและใต้ถุนบ้านมีแคร่สำหรับนั่งเล่นและรับแขก คุณยายพูดภาษาไทยด้วยสำเนียงคล้ายคนไทยปักษ์ใต้ ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดีมาก  การได้แวะเยี่ยมเยียนคุณยายครั้งนี้ทำให้ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึงอดีตบางอย่างของสังคมไทยที่เมื่อกระหวัดถึงทีไรก็สุขใจขึ้นมาทุกครั้ง สังคมที่เต็มไปด้วยความเอื้ออาทร มีความสัมพันธ์กันแบบพี่น้อง และก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่มีความขัดแย้ง เอารัดเอาเปรียบกัน...
จากนั้นเราก็ล่ำลาคุณยายแล้วออกเดินทางต่อสู่เมืองตะนาวศรี


เมืองตะนาวศรี




คนพม่าเรียกเมืองนี้ว่า ตะหนิ่นต่าหยี่ ตะนาวศรีเป็นเมืองเล็กๆ ตั้งอยู่ชิดติดแม่น้ำตะนาวศรี แม่น้ำสายนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคนพม่าตอนใต้ ซึ่งไหลผ่านเมืองทวาย ตะนาวศรี และลงสู่ทะเลอันดามันที่เมืองมะริด สมัยก่อนเมืองตะนาวศรีมีความสำคัญทางด้านการค้าขายเป็นอย่างมาก สินค้าจากอินเดียและยุโรปจะถูกส่งมาที่นี่เพื่อส่งต่อไปขายยังสยามประเทศ แต่ปัจจุบันนี้ ตะนาวศรีเป็นแค่หนึ่งในสี่อำเภอของจังหวัดมะริดเท่านั้น เสน่ห์ของเมืองตะนาวศรีที่เราค้นพบคือความเงียบสงบริมฝั่งน้ำ ความงดงามของอาคารบ้านเรือนหลังเก่าที่ตั้งชิดติดกันเป็นแนวยาว บรรยากาศมีกลิ่นอายของเชียงคานอยู่บ้างเล็กน้อย สำหรับพวกเราแล้ว วิธีการเที่ยวเมืองนี้ก็คือการเดิน...เริ่มจากตลาดริมแม่น้ำสู่ศาลหลักเมืองพะอาวซา ผู้สละชีวิตเฝ้าหลักเมืองผ่านพิธีฝังอาถรรพ์ ด้านหลังเสาหลักเมืองเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ เดินเข้าไปถ่ายรูปเด็กนักเรียนตัวน้อยทาแป้งทะน่าคาก็เป็นความทรงจำที่ควรค่าจะเก็บไว้ระหว่างการเดินทางอยู่ในพม่าตอนใต้ หรือไปนั่งรับลมเย็นๆ อยู่ตรงร้านอาหารติดแม่น้ำตะนาวศรีพร้อมจิบชานมร้อนแบบพม่าหรือละพะเหย่แล้วถ่ายรูปวิถีชีวิตชาวบ้าน การขึ้นเรือข้ามฟาก ก็สร้างความเบิกบานใจได้ไม่น้อยเลยทีเดียว...

ตะนาวศรีเมืองเก่าริมน้ำสงบ จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายอยู่กับลมหายใจตัวเอง...



                 


                  


จากทวายสู่มะริด

 ทวายเป็นเมืองหลวงของเขตตะนาวศรี ส่วนมะริดเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของเขตตะนาวศรี (Tanintharyi Division) เพราะที่นี่มีโรงงานอุตสาหกรรมมากมายและเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญมาตั้งแต่คริสศตวรรษที่ 16 เพราะเป็นศูนย์กลางค้าขายทางทะเลสำหรับชาวยุโรปที่ต้องการส่งสินค้าต่อไปยังอยุธยา นอกจากนั้นมะริดยังเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงในด้านการผลิตไข่มุก รังนก อาหารทะเลแห้ง และกะปิ ว่ากันว่า กะปิที่มะริดอร่อยที่สุดในประเทศพม่า สมัยก่อนโน้นการจะเดินทางมาที่ทวายและมะริด จะต้องขออนุญาตจากทางรัฐบาลก่อน ไม่เฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้นแต่รวมถึงคนพม่าด้วยเช่นกันเพราะเขตนี้อยู่ในพื้นที่สีแดงที่มีความขัดแย้งทางทหารอยู่ 






ปัจจุบันการเดินทางจากทวายไปมะริดสะดวกสบายมากขึ้นเพราะถนนหนทางทะลุทะลวงถึงกันหมดแล้วและทางรัฐบาลยกเลิกพื้นที่หวงห้าม (Restricted Areas) มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 จากทวายสู่มะริดเราสามารถนั่งรถโดยสารที่บขส.ทวายในราคาคนละ 12,000 – 15,000 จ๊าต (ประมาณ 350-500 บาท) มีทั้งแบบรถบัสและรถตู้ ระยะทางจากทวายไปมะริดประมาณ 236 กิโลเมตร ถนนลาดยางและขยายกว้างขึ้นกว่าแต่ก่อน ผ่านสวนหมาก สวนปาล์ม อันแสนร่มรื่น ผ่านแม่น้ำ ลำธารใสไหลเย็นและภูเขาสีเขียวครึ้ม คนมะริดกับคนทวายดูเหมือนคล้ายกันแต่พอได้สัมผัสจริงๆ แล้วคนมะริดค่อนข้างจะกล้าใช้เงินมากกว่าคนทวาย สังเกตจากห้างร้านและร้านอาหารจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนมากมายในยามเย็น เพราะคนที่นี่ฐานะค่อนข้างดี นอกจากนั้นคนมะริดกับคนทวายก็พูดแตกต่างกันในบางคำ เช่นคำว่า แตงโม คนย่างกุ้งพูดว่า ‘พะแยตี’ คนทวายเรียกว่า ‘ซิกควอตี’ ส่วนคนมะริดบอกว่า ‘ไซควอตี’ คำว่า เงิน คนย่างกุ้งและคนทวายพูดว่า ‘เปียซ่าน’ แต่คนมะริดเรียกว่า ‘จีเปีย’ เป็นต้น 



เสน่ห์ของมะริดคือความเป็นเมืองใหม่ที่ซ้อนทับอยู่ใจกลางเมืองเก่า มีวัฒนธรรมผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่ากับวัฒนธรรมใหม่ ความเป็นเมืองเก่าคือศาสนสถานต่างๆ เช่น วัดพุทธ วัดฮินดู ศาลเจ้าจีน มัสยิด โบสถ์คริสต์ อยู่รวมกันในเมืองอย่างมากมายและตึกเก่าแบบโคโลเนียลซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่ยุคอาณานิคมอังกฤษ ความเป็นเมืองใหม่คือห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองที่หรูหราไม่แพ้ห้างในเมืองไทย โรงแรมใหญ่โตและร้านอาหารสมัยใหม่บนถนน Strand Road นอกจากนั้นที่แห่งนี้มีคาสิโนหรูท่ามกลางป่าโกงกางที่มองเห็นวิวทิวทัศน์ทะเลอันดามันของประเทศพม่าได้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นมะริดยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่อุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะที่หมู่เกาะมะริด 800 เกาะหรือที่เรียกว่า Mergui Archipelago ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวชมได้แล้ว





ปัจจุบันการเดินทางมามะริดผ่านด่านชายแดนมีหลายเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางด่านสิงขรที่อยู่ใกล้ที่สุดเพียง 180 กิโลเมตรหรือทางระนอง – เกาะสองและทางด่านพุน้ำร้อนสู่เมืองทวาย ก่อนจะเดินทางต่อมาที่มะริดผ่านถนนหมายเลข 8 หรือ AH112



                  


                 

                 


ทวาย...การเดินทางสู่ทะเลอันดามันที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด

     โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายทำให้นักเดินทางสะพายเป้อย่างผมอยากออกค้นหาเมืองทวาย เมืองประวัติศาสตร์ที่ผมได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่เล่ามาตั้งแต่เด็ก การเดินทางจากด่านพุน้ำร้อนสู่เมืองทวายด้วยระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง 5 ชั่วโมงนั้น บ่งบอกถึงเส้นทางที่ยังไม่สมบูรณ์ ถนนแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นถนนลูกรังวิ่งผ่านป่าตะนาวศรี หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงและแม่น้ำตะนาวศรี และช่วงที่สองเป็นถนนลาดยาง แต่ก็เป็นลาดยางแบบพม่าที่ไม่เรียบและไม่กว้างสักเท่าไหร่ ถนนคดเคี้ยวไปตามเนินเขา นับโค้งได้สูสีไม่แพ้เส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน แต่ความสุขของการเดินทางก็คือเส้นทางที่เราผ่านไป ถนนช่วงที่สองเริ่มเห็นหมู่บ้านและชุมชนชาวพม่ามากขึ้นซึ่งคนที่นี่เรียกตัวเองว่า ทะแว สังเกตได้จากตัวอาคารบ้านเรือนของชาวทะแวที่จะมีหอนัตหรือหิ้งพระยื่นออกมาจากตัวบ้านตามความเชื่อที่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือนัตนั้นจะไม่อยู่ร่วมชายคาเดียวกับปุถุชนคนธรรมดาซึ่งยังมีกิเลสอยู่ ดังนั้นจึงต้องทำแยกออกมาต่างหาก ส่วนบ้านชาวกะเหรี่ยงนั้นจะไม่ค่อยเห็นหรือไม่มีให้เห็นเลยก็ว่าได้เพราะชาวกะเหรี่ยงเขตนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ สังเกตได้จากโบสถ์ประจำหมู่บ้าน ก่อนเข้าสู่หมู่บ้าน ต่องโตงโลง หรือ หมู่บ้านภูเขาสามลูก จะมีสะพานเหล็กยาวประมาณ 10 เมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 สมัยที่พม่าอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและเป็นแค่จังหวัดหนึ่งของประเทศอินเดีย เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านต่องโตงโลงก็จะเห็นบ้านเรือนหนาตาขึ้น ชาวบ้านเล่าว่าที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองเก่าและคนที่มาทำเหมืองที่นี่ส่วนใหญ่ก็มาจากเมืองอื่น เช่น มาจากมะริด บ้าง เกาะสอง บ้าง พอเหมืองปิดตัวลง ชาวเหมืองก็ตัดสินใจตั้งหลักปักฐานอาศัยอยู่ที่นี่เรื่อยมาจนหมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายพูดคุยดุจญาติมิตร


    
      เมื่อเดินทางสู่ทวาย เราจะเห็นต้นตาลสูงลิ่วอยู่สองข้างถนนเข้าเมือง ปัจจุบันต้นตาลบางส่วนก็ถูกตัดโค่นเพราะทางรัฐบาลต้องการขยายถนนให้กว้างขึ้น บ้านเมืองของชาวทวายลักษณะทั่วไปเป็นบ้านไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ถ้าออกไปตามชนบทจะเห็นฟืนกองพะเนินอยู่ใต้ถุนบ้านและฝาบ้านเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะและมีหอนัตลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ยื่นออกมาจากตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่เห็นทางทิศตะวันออกแต่ก็มีบ้างที่ไม่ได้อยู่ทิศนั้น สอบถามคนทวายก็บอกว่าแล้วแต่ตำแหน่งห้องน้ำว่าอยู่ด้านไหนของตัวบ้านหอนัตก็ต้องอยู่ตรงข้ามด้านนั้น ถนนในทวายมีไม่กี่เส้น และมีตึกเก่าๆ สไตล์โคโลเนียล เช่นตึกที่ทำการของเขตตะนาวศรี ตึกเทศบาลเมืองทวาย และโรงแรมบางแห่งที่นำเอาตึกเก่าสมัยอังกฤษมารีโนเวตเป็นห้องพักหรู ถ้าเราเดินไปบนถนนอาซานีซึ่งเป็นถนนใจกลางเมืองทวายเราก็จะเห็นบ้านเก่าๆ ตึกเก่าๆ ลักษณะนี้มากมาย ก่อนถึงตึกที่ทำการเขตตะนาวศรีก็จะเป็นโบสถ์คริสต์      ตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษและโรงเรียนประจำเมืองทวายที่เพิ่งฉลองครบรอบร้อยปีเมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558) จากนั้นก็จะเป็นตลาดร้อยปี หรือตลาดเซจี ยานพาหนะส่วนใหญ่ของคนทวายจะเป็นรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศไทย ประเทศเวียดนามและประเทศจีน สมัยก่อนโน้นคนทวายเดินทางโดยรถม้าและวัวเทียมเกวียนซึ่งยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบันนี้ แต่นับวันก็ลดน้อยลงทุกที เสน่ห์แบบนี้ถ้าเราไม่รีบออกเดินทางมาที่ทวาย ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้เพราะการพัฒนานั้นมักทำให้เสน่ห์ของอดีตหายไปด้วยเสมอ...



จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อสู่หาดมอมะกัน ชายหาดที่อยู่ติดทะเลอันดามันฝั่งประเทศพม่าและห่างจากตัวเมืองทวายประมาณ 12 กิโลเมตร ว่ากันว่านี่คือทะเลอันดามันที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด หากถนนจากด่านพุน้ำร้อนมาทวายลาดยางเสร็จเรียบร้อย เราสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปทวายแบบไปเช้าเย็นกลับได้เลย แน่นอนละ...ที่ทวายนั้นขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลเป็นอย่างมาก สมัยที่ผมเดินทางมาถึงที่นี่ใหม่ๆ กุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์ตัวอวบๆ ใหญ่ๆ นั้น กิโลหนึ่งไม่ถึงพันบาท นี่ยังไม่กล่าวถึงพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์ จนนักบุกเบิกหาปลาที่เข้ามาทวายในช่วงแรกๆ นั้นต่างคึกคักกันน่าดูก่อนพวกนี้จะผันแปรมาเป็นนักตกปลาขั้นเทพสนุกสนานไปกับการหาปลา ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามันจากแหลมทวายหรือแหลมชินมอ (Dawei Peninsula) ไปจนถึงหมู่เกาะมะริด 800 เกาะ (Mergui Archipelago) แน่ละ...ถ้าเราไม่ออกเดินทางเราเองก็จะไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้งดงามและอุดมสมบูรณ์สักแค่ไหนเหมือนกับที่ Philip Stanhope ท่านเอิร์ลที่ 3 แห่งเมืองเชสเตอร์ฟิลด์ กล่าวว่า โลกนี้คือดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักมันได้จากการบอกเล่า แต่คนเราจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อทำความรู้จักกับมันด้วยตัวเอง




                  

                  

จองโรงแรมในทวาย

ในราคาส่วนลดพิเศษ

การเดินทางไปทวาย

ทวายอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 350 กิโลเมตร การเดินทางมาเมืองทวายในสมัยก่อน จะต้องนั่งเครื่องบินมาลงที่ย่างกุ้งแล้วต่อสายการบินภายในประเทศหรือนั่งรถโดยสารมาที่ทวายเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้เราสามารถเดินทางมาเมืองทวายผ่านด่านบ้านพุน้ำร้อน ต. บ้านเก่า อ.เมือง จ. กาญจนบุรีหรือทางด่านแม่สอดได้เลย



ทางรถ: จากกรุงเทพฯ ขึ้นรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ด้านข้าง Century the Movie Plaza มากาญจนบุรีจากนั้นขึ้นรถตู้หรือรถโดยสารที่บขส. กาญจนบุรีมาด่านบ้านพุน้ำร้อนแล้วซื้อตั๋วรถโดยสารหรือเหมารถตู้จาก Counter Service ของตรีทวายทัวร์มาทวาย ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4-5 ชั่วโมง 



ทางอากาศ: นั่งเครื่องจากกรุงเทพฯ มาลงที่ สนามบินมินกลาดง แห่งเมืองย่างกุ้งก่อนเปลี่ยน Flight เป็นสายการบินภายในประเทศเดินทางต่อมายังเมืองทวายหรือจะขึ้นรถโดยสารที่สถานีขนส่งผู้โดยสาร อ่องมิงกาหล่า (Aung Mingalar) หรือขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟย่างกุ้งซึ่งจะผ่านเมืองต่างๆ เช่น พะโค (หงสาวดี), มะละแหม่ง, มูเดิง, ตันบูซายัด, เย, และทวาย หมายเหตุ: เส้นทางรถไฟระหว่างเมืองเยกับเมืองทวายเป็นเส้นทางเก่าและทรุดโทรมทำให้รถไฟวิ่งได้ช้ากว่าปกติ ว่ากันว่าเป็นเส้นทางรถไฟที่วิ่งช้าที่สุดในประเทศพม่า