ความสงบบนไจท์ทีโย (ตอนที่ 1: รถขนหมู)


    พระธาตุอินแขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า

     บ่ายวันนั้น พวกเรายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงคิมปูนแค้มป์ (Kimpun Camp) กำลังเลือกขึ้นรถหกล้อที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปสักการะพระธาตุอินแขวนบนยอดเขาพวงลวงที่มีความสูงประมาณ 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รถบรรทุกหกล้อจอดรอผู้โดยสารอยู่สี่ซ้าห้าคัน ตรงสแตนด์เหล็กสีเหลืองที่มีบันไดให้ผู้โดยสารเดินขึ้นรถ บางคันเต็มแล้วและกำลังวิ่งออกจากคิมปูนแค้มป์ ส่วนบางคันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเหมาไว้แล้ว พวกเราเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ใกล้กับป้ายที่แสดงราคาผู้โดยสารและคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในชุดเสื้อกล้ามสีขาว นุ่งโสร่งสีเทา และเคี้ยวหมากปากแดงบอกให้เราเหมารถขึ้นไปในราคา 80,000 จ๊าต หรือประมาณ 2,000 บาท พวกเราได้ยินปุ๊ปรีบส่ายหัวพร้อมกันโดยมิดได้นัดหมาย เพราะราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาปกติที่คนละ 2,000 จ๊าตสำหรับที่นั่งแถวหลังและ 3,000 จ๊าต สำหรับที่นั่งแถวหน้า จนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ บอกเราให้รอรถโดยสารคันใหม่อย่างเสียมิได้

เพียงชั่วอืดใจเดียว รถหกล้อสีขาวคันงามก็วิ่งทะยานมาจอดตรงสแตนด์ทางขึ้น จากนั้นก็มีคนท้องถิ่นวิ่งกรูกันขึ้นรถอย่างรวดเร็ว พวกเราก็ต้องรีบเร่ง ขึ้นไปหาที่นั่งกันจ้าละหวั่น

รถขนหมู

   รถขนหมูทำหน้าที่รับ - ส่ง ผู้โดยสารขึ้นสู่พระธาตุอินแขวน

ลักษณะรถโดยสารที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปพระธาตุอินแขวนนั้น เป็นรถบรรทุกหกล้อขนาดกลาง ที่ดัดแปลงกระบะหลังโดยการติดที่นั่งแบ่งเป็น 7 แถว และมีราวจับด้านหน้า ลักษณะคล้ายคอกหมู จนนักท่องเที่ยวชาวไทยพากันเรียกว่า รถขนหมู พวกเราต้องนั่งอัดกันแถวละ 6 คน ตามประกาศิตของโชเฟอร์ เมื่อนั่งกันครบทั้ง 7 แถวอย่างสมบูรณ์ โชเฟอร์ก็รีบเหยียบคันเร่งพุ่งออกจากชานชาลาอย่างรวดเร็วจนผู้โดยสารตั้งตัวไม่ทัน ถูกผลักเซไปข้างหลังพร้อมเสียงวี้ดว้าย และต่างรีบยึดราวจับด้านหน้าอย่างว่องไวตามสัญชาตญาณ

เย็ดเข้ สปี๊ดเร็วกว่านรก

ใครคนหนึ่งในกลุ่มเราเปล่งเสียงขึ้น

    เหล่าคนหามเสลี่ยงที่คอยรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นบนพระธาตุอินแขวน

รถ ขนหมู วิ่งทะยานขึ้นเขาคดโค้งสูงชัน โชเฟอร์โชว์สกิลเลี้ยวหักศอกอย่างชำนิชำนาญ ผู้โดยสารก็เฮกันลั่นด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียวและสนุกสนาน วิ่งมาสักพัก รถก็จอดตรงจุดเก็บค่าโดยสารและรอรถสวนลงมาจากเขา เมื่อได้รับสัญญาณว่าข้างหน้าปลอดรถแล้ว โชเฟอร์ของเราก็ตะบึงรถต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเรานั่งกระแทกรถขนหมูมาได้สักครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงจุดจอดรถบนเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระธาตุอินแขวนแล้ว เป็นการเดินทางที่ลุ้นสุดๆ โหด มันส์ ฮา ครบทุกรส นับเป็นความสนุกสนานที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเมื่อมาเยือนพระธาตุอินแขวนแห่งนี้ เมื่อลงจากรถขนหมูแล้ว พวกเราและเหล่านักท่องเที่ยวทั้งหลายก็จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก เจ้าถิ่น ชนิดไม่คลาดสายตา เมื่อเหล่าคนหามเสลี่ยงจะกรูกันเข้ามาเสนอบริการของพวกเขาอย่างทันท่วงที และจะเดินตามตื้อไปตลอดทาง จนกว่าจะมีใครสักคนในกลุ่มต้องเอ่ยขอร้องว่าอย่าได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันนักเลย ปล่อยให้พวกเราได้เดินชมกันอย่างอิสรเสรีบ้างเถิด นั่นแหละ, ถึงทำให้พวกเด็กหนุ่มเหล่านั้นยอมอันตรธานหายไป จากนั้นพวกเราก็จ่ายค่าเข้าชมคนละ 10,000 จ๊าตให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ดักรอผู้เดินทางอยู่ตรงทางเข้าเจดีย์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับเอ่ยต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษว่า

    ลูกค้าของคนหามเสลี่ยง ส่วนใหญ่เป็นพวก สว.(สูงวัย)

“Welcome to Kyaiktiyo Pagoda”

ขอต้อนรับท่านสู่เจดีย์ไจท์ทีโย

   บรรยากาศบนพระธาตุอินแขวน


เรื่องเล่าระหว่างทาง...จากทวายสู่มะริด


การเดินทางในเช้าวันแรกของปี พ.ศ. 2561 เริ่มต้นขึ้นจากเมืองทวายสู่มะริด อาทิตย์แรกแย้มเปล่งประกายสดใส ต้อนรับวันใหม่ด้วยหัวใจเริงร่า หลังจากเอาเป้ใบเขื่องโยนขึ้นรถตู้ พวกเรารีบบึ่งรถมุ่งหน้าสู่มะริดทันที

    บ้านของชาวทวายในชนบท

เรือเฟอรี่...การเดินทางของแรงงานพม่าเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

   พระพุทธรูปยืนเป็นแนวลงมาจากภูเขา

ต้นหญ้าสีเขียวกลางท้องทุ่ง ภูเขาเขียวครึ้มสูงตระหง่านที่อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ส่องสาด หมู่วิหคสยายปีกโบยบินสู่ฟ้ากว้าง เหมือนชีวิตได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง รถของเราพุ่งทะยานผ่านถนนต้นตาล วิ่งไปตามถนนหมายเลข 8 หรือสายเอเชีย AH112 ที่ทอดยาวไปถึงเมืองกอตองหรือเกาะสองติดจังหวัดระนอง ถนนลาดยางตลอดเส้น แต่พื้นผิวไม่ราบเรียบเสมอกัน ทำให้รถโยกเยกโคลงเคลง บางช่วงก็ยังทำถนนอยู่ เห็นแรงงานชาวพม่ากำลังนั่งเรียงหินกันอย่างขะมักเขม้น ซึ่งเป็นการทำถนนแบบดั้งเดิมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน บางช่วงก็เห็นมีเครื่องจักร เช่น พวกรถบดถนน มาช่วยผ่อนแรงอีกทาง

สมัยก่อนแรงงานพม่าจะนั่งเรือไปออกกันที่เกาะสอง เพื่อเข้าไปทำงานที่ประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปที่มาเลเซีย เรือลำหนึ่งก็ใหญ่พอควรครับพี่ บรรทุกผู้โดยสารได้ 100 – 200 คน แต่เชื่อไหม ผมเห็นบรรทุกเกินจำนวนทุกครั้ง

ตี่หม่าซู ชายวัยกลางคน โชเฟอร์ของเราเอ่ยขึ้น ขณะรถวิ่งมาถึงทางแยกที่จะไปท่าเรือของเมืองทวาย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอตะเยฉ่อง

แต่ในปี 2016 เรือเฟอรี่เหล่านี้ต้องหยุดให้บริการเพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่หันไปนั่งรถออกทางด่านพุน้ำร้อนและด่านสิงขรแทน” ตี่หม่าซูเล่าต่อไป

ตอนนี้ท่าเรือก็ยังเปิดอยู่ แต่มีเฉพาะเรือขนส่งสินค้าเท่านั้นเองครับ
----
ถนนเส้นใหม่สู่ด่านพุน้ำร้อน


   เด็กๆ กำลังเล่นเตะชินโลง (ตะกร้อ) กันอย่างสนุกสนาน

เมื่อรถของเราวิ่งออกมาจากตัวเมืองตะเยฉ่องได้ประมาณ 40 นาที  โชเฟอร์ก็ค่อยๆ ลดความเร็วลง และวิ่งมาจอดตรงทางแยกหนึ่งที่มีป้ายเขียนติดไว้ว่า หมู่บ้านแตฉ่องจี ตี่หม่าซู โชเฟอร์อารมณ์ดีของเราก็เอ่ยขึ้นว่า

ตรงนี้แหละพี่ ที่ทางจังหวัดมีแผนจะตัดถนนเส้นใหม่ไปถึงหมู่บ้านอัมราติดด่านทิคี่ (ด่านพม่าตรงข้ามกับด่านพุน้ำร้อน) ตามข่าวเห็นว่าทางพม่าเตรียมผลักดันให้รีบสร้างให้เสร็จภายในสองปีนี้


    เด็กอ้วนน่ารักที่ หมู่บ้านแตฉ่องจี

ผมไม่มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการใดๆ ทั้งสิ้น แต่ภาพตรงหน้าที่ผมสนใจนั้น กลับเป็นพวกเด็กๆ ที่กำลังเล่นเตะชินโลงหรือตะกร้อกันอย่างสนุกสนาน บริเวณนั้นเป็นลานตากหมากแห้งผืนใหญ่ที่มีกระท่อมหลังคามุงจากเรียงกันเป็นฉากหลัง มันเป็นภาพชนบทที่งดงามตรึงตาตรึงใจและน่าสนใจมากกว่าโครงการสร้างถนนสองเลนส์เชื่อมด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่ตีหม่าซูกำลังสาธยายให้ฟัง...

ชุมชนทำไม้กวาดแห่งหมู่บ้านปิเชา เมืองปะลอ พม่าตอนใต้

    หญิงสาวที่หมู่บ้านปิเซากำลังทำไม้กวาดอย่างชำนาญ

เมื่อรถของเราวิ่งเข้ามาถึงหมู่บ้านปิเซา เขตเมืองปะลอ จ. มะริด สองข้างถนนที่เราเห็นคือดอกหญ้าวางเรียงรายตากอยู่ ผมบอกให้ตีหม่าซูจอดรถ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่เห็นชาวบานกำลังทำไม้กวาดกันอยู่ สอบถามหญิงสาวที่กำลังใช้เข็มเย็บกระสอบที่ร้อยเชือกฟางแล้วแทงกลางช่อดอกหญ้าที่มัดรวมไว้ แล้วถักขึ้น-ลงแบบหางปลาอย่างแคล่วคล่องว่องไวจึงได้ความว่าอาชีพทำไม้กวาดที่ชุมชนแห่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง ไม้กวาดที่ชาวบ้านทำจะส่งไปขายที่ย่างกุ้ง และจากย่างกุ้งก็มีการส่งออกไปขายต่อที่มาเลเซีย ราคาไม้กวาดอยู่ที่อันละ 400 จ๊าตหรือประมาณ 10 บาท ส่วนชาวบ้านมีรายได้จากการรับเหมาอันละ 40 จ๊าตหรือประมาณ 1 บาท วันหนึ่งสามารถทำไม้กวาดได้เฉลี่ยคนละ 150-200 อัน เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี ผมสังเกตเห็นว่าคนในภาคตะนาวศรีนั้นมีอาชีพที่หลากหลายเพราะมีพืชเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หมาก ยางพารา ปาล์ม และมะม่วงหิมพานต์ อีกทั้งมีทรัพยากรทางทะเลและก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ดินแดนหางว่าวแห่งนี้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า



กะบะละต่อง...เขางามแห่งโลก

    เจดีย์ที่เขา 'กะบะละต่อง' 

ภาษาพม่าเรียกที่นี่ว่า 'กะบะละต่อง' แปลว่า 'เขางามแห่งโลก' ความมหัศจรรย์ไม่ใช่แค่รอยพระพุทธบาทซ้ายเท่านั้น แต่รวมถึงวิวทิวทัศน์และความเงียบสงบที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด เมื่อได้ขึ้นมาถึงยอดเขาแห่งนี้แล้ว เราจะได้สัมผัสสายลมแผ่วเบาลอยละเลียดทักทายใบไม้จนพลิ้วไหว เห็นขุนเขาสูงห่างไต่ระดับออกไปรอบทิศ สายลมกรีดกรายผะแผ่วฝ่าความเงียบแทรกสะท้านไอเย็นเข้าสู่อณูผิวชวนยะเยือก หมู่วิหคสยายปีกโบยบินสู่ฟ้ากว้าง เหมือนชีวิตได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง ภูเขาเขียวครึ้มอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ส่องสาด และภาพวิวที่อยุ่เบื้องหน้าคือทะเลอันดามันผืนงามที่สัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งและเป็นอิสระ เต็มไปด้วยความสดชื่นไร้ขอบเขตที่ส่องสะท้อนเข้ามาในจิตใจของผู้ที่ได้พิศมอง

เมื่ออิสระเกิดขึ้นในใจ ความรู้สึกคล้ายร่างติดปีก เบาหวิวลอยล่องอย่างมีความสุข

     ภาพทะเลอันดามันผืนงามที่มองเห็นเด่นชัดจากเขา 'กะบะละต่อง'

นี่คือความงดงามระหว่างการเดินทางจากทวายสู่มะริด เป็นความงามที่ตัวอักษรให้เราไม่ได้ นอกจากต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง...





โกไน...เด็กหนุ่มพม่าผู้เดินสวนทางกับผม


    หมูดำกำลังเดินหาอาหารที่ด่านกะเหรี่ยง KNU ติดแม่น้ำตะนาวศรี

ผมทำงานได้วันละ 350 บาท, โอที ชั่วโมงละ 60 บาท วันหนึ่งผมทำ 4 ชั่วโมง เฉลี่ยต่อวันผมมีรายได้ประมาณ 600 บาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ 18,000 – 20,000  บาท เพราะมีค่าพิเศษอื่นๆ อีก ผมเช่าห้องอยู่กับน้องอีก 2 คน เดือนละ 2,000 บาท จ่ายค่าอาหารประมาณ 3,000 บาท เดือนหนึ่งผมกับน้องเก็บเงินได้คนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ตอนนี้ผมทำงานมาได้ 10 ปีแล้ว อีกไม่นานบ้านผมที่ทวายก็จะเสร็จ หลังจากนั้น ผมคงกลับบ้านไปเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อยู่ดูแลพ่อแม่ในวัยชราดีกว่าครับ

    โกไนกับน้องๆ กำลังนั่งทานข้าวระหว่างรถจอดพักที่ร้านอาหาร Special One

โกไน เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ เล่าให้ผมฟัง ระหว่างเดินทางไปทวาย ในเช้าวันสุดท้ายของปี พ.ศ. 2560 พวกเรานั่งอยู่ในแคปรถโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ ที่พุ่งทะยานไปบนถนนลูกรังอย่างเร็วรี่ รถโยกเยกโคลงเคลงไปบนผิวถนนที่คล้ายเตาขนมครกใบใหญ่ ที่ทอดยาวจากด่านชายแดนพุน้ำร้อนไปทวาย ด้วยระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางนานถึง 6 ชั่วโมง จนแขนขาของผมชาดิก ขยับเขยื้อนลำบากชะมัด

    ภาพถนนจากด่านชายแดนพุน้ำร้อนไปทวาย

ผมพบโกไนกับน้องอีกสองคนที่หน้าด่านพุน้ำร้อนแล้วเราก็นั่งรถกระบะคันนี้มาด้วยกัน (ปกติแล้วรถโดยสารทั่วไปที่ด่านพุน้ำร้อนจะเป็นรถเก๋งหรือรถตู้ แต่จะมีรถกระบะวิ่งร่วมด้วย ถ้าเป็นช่วงเทศกาลสำคัญๆ อย่างปีใหม่ สงกรานต์ หรือออกพรรษา รถโดยสารจะไม่ค่อยมี ฉะนั้นแล้วถ้าใครวางแผนจะมาเที่ยวทวายในช่วงเทศกาลดังกล่าวแล้ว แนะนำซื้อตั๋วหรือจองรถล่วงหน้าก่อนนะครับ) โกไนกับน้องทำงานอยู่ที่โรงงานปลากระป๋องแห่งหนึ่งที่มหาชัย เมืองที่มีประชากรชาวไทยประมาณ 3 แสนคน และมีประชากรแฝงที่เป็นแรงงานเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า จนถูกเรียกขานกันว่า มหาชัยคือ‘Myanmar Town’ แห่งประเทศไทย

    การเรี่ยไรเงินบริจาคระหว่างทางไปทวาย

เก็บเงินกันได้เดือนละเป็นหมื่น สุดยอดจริงๆ ผมหันไปพูดกับโกไน
เรามาทำงานครับพี่ ไม่ได้มาเที่ยว ถ้าอยากกินเหล้าเที่ยวกลางคืน ผมว่ากลับไปอยู่บ้านดีกว่า ถ้ามาทำงานก็ต้องตั้งใจทำงานและเก็บเงิน

คำพูดของโกไนบาดใจผมสุดๆ และมันฉายชัดให้เห็นถึงภาพของแรงงานชาวพม่าในประเทศไทยมากขึ้น แม้จะไม่ใช่แรงงานพม่าทุกคนที่คิดหมือนโกไน แต่ส่วนใหญ่ก็คิดและทำเฉกเช่นโกไน มันจึงเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไมต้องใช้แรงงานต่างด้าว ในขณะที่คนไทยยังตกงานเป็นล้าน ก็เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีความขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ และตั้งใจทำงานจริงๆ นี่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่สู้งานนะครับ แต่เพราะเราเลือกงาน ถ้าเป็นงานอันตราย งานลำบากซ้ำซากจำเจ งานสกปรก และรายได้น้อย เราก็ปฏิเสธที่จะทำ จึงเป็นสาเหตุทำให้แรงงานขาดแคลนและผู้ประกอบการจึงเลือกจ้างแรงงานต่างด้าวทดแทน ฉะนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทย แต่มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่างหาก

    สะพานข้ามแม่น้ำเมตตา ก่อนถึงหมู่บ้านเมตตาที่เป็นถนนลาดยาง

แล้วนี่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่เหรอผมเอ่ยถามโกไน ในขณะที่รถยังวิ่งส่ายไปส่ายมาอยู่บนถนนหัวสั่นหัวคลอน
ใช่ครับ โรงงานปิด 4 วัน
แล้วไม่อยากทำงานที่พม่าเหรอ
ทำงานที่พม่าได้ค่าแรงวันละ 5,000 จ๊าต (ประมาณ 150 บาท) ซื้อหมู 1 กิโลก็หมดแล้วครับ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แรงงานพม่าต้องเข้ามาทำงานที่เมืองไทย....แต่ผมกลับวิ่งสวนทางกับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ โดยการเข้าไปทำงานในพม่า.....
ย่างเข้าปีที่สี่แล้วสินะ ที่ผมเข้ามาทำทัวร์อยู่ในพม่าตอนใต้แห่งนี้

-----

คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

     ในการเดินทางของแต่ละครั้ง เรามักจะมีคนที่ให้จดจำอยู่เสมอ การได้พบกับใครสักคน สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง ถ้าเป็นความเชื่อของชาวพุทธ ก็คงเป็นเพราะเราเคยร่วมทำบุญด้วยกันมาในชาติปางก่อน ทุกครั้งของการเดินทาง ผมได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา แต่มีเพียงไม่กี่คน ที่ผมสามารถจดจำได้เวลาที่กลับมาถึงบ้าน....และแม้เวลาจะผ่านล่วงนานไปมากแค่ไหน เค้าก็ยังคงอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผมเมื่อนึกถึงสถานที่แห่งนั้น นั่นคือเค้าละ...คนที่พิเศษสุดสำหรับการเดินทางของผมในครั้งนั้น และนี่คือเรื่องราวมิตรภาพระหว่างผมกับคุณยายเลียบที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ณ เมืองตะนาวศรี พม่าตอนใต้....


     คุณยายเลียบ ในวัย 73  ย่าง 74  ในปีนี้ (2560) ยังคงอยู่ดีมีสุข ร่างกายยังคงแข็งแรง หน้าชื่นตาบาน ดูสดใสทุกครั้งที่ผมแวะเวียนพาญาติพี่น้องจากฝั่งไทยไปเยี่ยมเยียน ผมไม่เคยนัดหมายคุณยายให้ต้องมารออยู่ใต้ถุนบ้าน เวลาที่พาคณะทัวร์มาที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรีแห่งนี้ แต่ผมมักจะเห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงนั้นเสมอเวลาที่ผมกับคณะทัวร์มาถึง เมื่อผมเห็นแก สิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนผมเสมอคือหญิงชราคนหนึ่งที่ให้กำเนิดผมและเพราะการงานจึงทำให้เราสองคนจำต้องอยู่ห่างกัน ผมเห็นแววตาของยายเลียบที่อ่อนโยน และรอยยิ้มดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง ยิ่งทำให้ผมนึกถึงคนทางบ้านที่ยู่ไกลแสนไกลมากขึ้น บ้านของคุณยายเลียบอยู่ใกลักับวัดสิงขรวราราม นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมได้มาพบตะแกในสายวันหนึ่งของกาลต้นฝนเมืองสองปีที่แล้ว....



     วันแรกที่พบกันผมก็สอบถามเรื่องราวของคนไทยในหมู่บ้านแห่งนี้ราวกับนักข่าวสัมภาษณ์บุคคลเพื่อลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ แกก็ร่ายชื่อหมู่บ้านคนไทยพลัดถิ่นในถิ่นแถวนั้นมาเสียยาวเหยียด เช่น หมู่บ้านสงขลา หมู่บ้านมุโพรง หมู่บ้านลำปะเทง หมู่บ้านสองช่อง และหมู่บ้านทองหลาง เป็นต้น แล้วก็บอกว่า อยู่ทางนี้ พม่าก็ว่าคนไทย ไปอยู่ทางไทย ตำรวจไทยบอกพม่า ทั้งๆ ที่พูดไทยได้ จะไปอยู่ไทยก็ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเงินซื้อ อยู่สิงขรมีที่ดินบรรพบุรุษให้ทำกิน มีญาติพี่น้อง เราเป็นคนไทยเหมือนกันหัวใจเป็นไทยอยู่ หลังจากฟังแกพูดแล้ว ผมรู้สึกใจหายคล้ายมีก้อนสะอึกมาจุกตรงคอ ด้วยเหตุผลทางการเมืองและการปกครองยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคอาณานิคม และช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้พวกเขากลายเป็น คนพม่าเชื้อสายไทย ตกค้างอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ยายเลียบพูดภาษาไทยเหมือนคนไทยปักษ์ใต้ บ้างก็ว่ามีสำเนียงคล้ายกับคนบางสะพานที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 



ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนแกที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ถ้าไม่มีเส้นเขตแดนกั้น คนในหมู่บ้านแห่งนี้ก็คนไทยดีๆ เรานี่เอง ทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนคุณยายเลียบ ความรู้สึกของผมเหมือนได้กลับมาหาญาติผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่าเวลาที่เราเดินทางไปกับความคิด ความรู้สึก และให้เวลาความคิด ความรู้สึกเดินทางไปกับเรา เราจะได้เจอกับอะไรที่ตามหามานานหรือหล่นหายไปนานก็เป็นได้ เฉกเช่น คุณยายเลียบที่ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงวันชื่นคืนสุขของช่วงชีวิตในวัยเยาว์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ การเดินทางของความคิดและความรู้สึกที่ตกตะกอนและเติบโตขึ้นจากการเดินทางจึงเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งที่การเดินทางมอบให้เรา



20 มีนาคม 2560



การเดินทางในพม่าตอนใต้กับความทรงจำของปี 2559

ตลอดการเดินทางของปี 2559 ที่ผ่านมา เราได้ตระเวนไปหลายที่ในพม่า จากภาคใต้สู่รัฐฉานเหนือ จากตะวันออกสู่ตะวันตก และออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ในพม่าตอนใต้ บางที่ก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง และบางแห่งก็มีอยู่บ้างเล็กน้อย ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราได้เก็บเกี่ยวความทรงจำไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของคนแปลกหน้าที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม  การออกตามหาหลุมฝังศพคุณปู่ของฝรั่งวัยเลยกลางคนนาม Mr. Phillip Cass ซึ่งถูกฝังไว้ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรในเมืองตันบูซายัด (Thanbyuzayat) ซึ่งมีหลุมฝังศพเชลยศึกอยู่ถึง 3,771 ศพ เราจำได้ว่าวันนั้นเป็นบ่ายของเดือนพฤศจิกายน แดดรำไรไม่ร้อนมากนัก พอมาถึงที่สุสานดังกล่าว Mr. Philip Cass ก็รีบผลุนผลันลงจากรถ แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในสุสานที่ด้านหน้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Thanbyuzayat War Cemetery’ เขาเดินมองหาชื่อคุณปู่อย่างกระวนกระวายใจ จากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่ง เราเดินตามเขา คอยสังเกตอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเห็นเขามาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมหนึ่ง และภาพถัดมาที่เราเห็นคือหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...ตรงด้านหน้าหลุมศพนั้นคือภาพนายทหารหนุ่มสวมหมวกปีกอ่อน เป็นภาพสีแดงๆ เก่าๆ ความรู้สึกของเราในเวลานั้นจมดิ่งไปกับบรรยากาศที่แสนเงียบงน...สงครามโหดร้ายเสมอ ไม่เคยปราณีใคร และไม่เคยให้อะไรนอกจากความสูญเสีย

    สุสานทหารสัมพันธมิตรเมืองตันบูซายัด พม่าตอนใต้
    ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

   Mr. Phillip Cass  หน้าหลุมฝังศพของคุณปู่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สร้างรถไฟสายมรณะ (Death Railway) ฝั่งพม่า
   ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

ตลอดการเดินทางของปีที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของพม่าตอนใต้ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเริ่มพัฒนา และการลงทุนของทั้งนักธุรกิจท้องถิ่นและต่างชาติก็เพิ่มสูงขึ้น เราเห็นห้างใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เมืองมะละแหม่ง และห้างขนาดกลางที่เมืองทวาย และมะริด โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ก็ผุดขึ้นอย่างมากมาย ตลอดจนการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของหนุ่มสาวพม่าในยุคแห่งการกดดันผ่านไป ฝากาต้มน้ำได้เปิดออก ทำให้วัฒนธรรมการนุ่งโสร่ง เคี้ยวหมาก เริ่มไม่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกประทับใจคือสายใยความจงรักภักดีของชาวพม่าที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เวลาที่เราไปร้านอาหารที่เจ้าของเคยมาทำงานที่เมืองไทยเราจะเห็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ติดไว้ข้างฝา แสดงถึงการเทิดทูนพระองค์ท่านเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเคยเข้ามาทำงานในเมืองไทย จนสามารถตั้งตัวได้ นั่นเป็นเพราะพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแท้ 

รูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองทวาย
ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

การเดินทางทำให้เราสัมผัสถึงมิตรภาพ ของคนแปลกหน้า ได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวอันแสนประทับใจไว้ในลิ้นชักความทรงจำ รวมถึงแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เข้ามากระทบขณะเดินทาง และทำให้เราได้เข้าใจความคิดหรือความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในจิตใจมาเนิ่นนาน ท้ายสุดก็ทำให้เราได้รู้จักตัวเองและเข้าใจผู้คนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้น....

เราจะออกเดินทางต่อไป ตราบนานเท่านาน....

1 มกราคม 2560

วิธีการทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวไทย – พม่า ด่านพุน้ำร้อน – ทิกิ

ด่านพุน้ำร้อน เป็นด่านถาวรน้องใหม่ที่เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2556 ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านพุน้ำร้อน ต. บ้านเก่า อ. เมือง จ. กาญจนบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองกาญจน์ประมาณ 70 กม. การเดินทางข้ามฝั่งไปเที่ยวด่านทิกิฝั่งประเทศพม่าและเมืองทวายนั้นแสนสะดวกง่ายดายเพียงใช้บัตรประชาชนใบเดียวเพื่อยื่นขอหนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Border Pass) หรือเรียกสั้นๆ ว่า บัตรผ่านแดนชั่วคราว เท่านั้น และสามารถท่องเที่ยวในทวายได้ 7 วัน 6 คืน


เอกสารนี้เป็นกระดาษขนาด A4 ที่มีภาพถ่ายและข้อมูลบัตรประจำตัวของเรา ซึ่งดึงมาจากฐานข้อมูลบัตรประจำตัวประชาชนของสำนักบริหารการทะเบียนกรมการปกครอง สามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียวพำนักอยู่ในเขตพม่าที่กำหนดได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์ (7 วัน) ขั้นตอนการยื่นขอหนังสือผ่านแดนชั่วคราวนั้นไม่ยุ่งยาก ใช้เวลาไม่นาน เพียง 10 นาทีก็ได้แล้วและมีค่าใช้จ่ายเพียง 80 บาทเท่านั้น โดยเสียค่าธรรมเนียมฝั่งไทย 30 บาทและฝั่งพม่าอีก 50 บาท เพียงเท่านี้เราก็สามารถเดินทางท่องเที่ยวในเขตพื้นที่อำเภอเมืองทวายได้ทันที

สถานที่ทำบัตรผ่านแดน
-          
     1. สามารถทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราวได้ที่ สำนักงานออกหนังสือผ่านแดน อ.เมือง จ. กาญจนบุรี ที่เดียวเท่านั้น ซึ่งอยู่ตรงทาง 
       ขึ้นไปวัดพุน้ำร้อน ก่อนถึงด่านตม. ประมาณ 200 เมตร
        2. เปิดให้บริการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่เวลา 08:30 – 16:30 น.
        3. เบอร์โทรติดต่อ: 034-510-872




เอกสารที่ต้องเตรียมในการทำหนังสือผ่านแดนชั่วคราว
-          - บัตรประจำตัวประชาชน หรือ บัตรข้าราชการ (ยังไม่หมดอายุ)
-          - ค่าธรรมเนียม 30 บาท (ฝั่งไทย) และจ่ายอีก 50 บาท สำหรับฝั่งพม่า
-          - กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ผู้ปกครองต้องนำสำเนาทะเบียนบ้านหรือสูจิบัตรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่




ติดต่อรถนำเที่ยว/ทัวร์: 082-192-2488 (วัตร)



นั่งรถไฟจากทวายไปมะละแหม่ง (เส้นทางรถไฟที่ช้าที่สุดในพม่า)

การเดินทางจากทวายไปมะละแหม่งนั้น เราสามารถนั่งรถโดยสาร รถไฟ และเครื่องบินไปก็ได้ ซึ่งมีบริการทุกวัน โดยเฉพาะการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารที่ออกทุกชั่วโมงตั้งแต่เช้าตรู่ถึงเวลาบ่ายๆ แต่การเดินทางที่สนุกตื้นเต้นและเต็มไปด้วยสีสันที่ผมอยากแนะนำเหล่านักเดินทางสะพายเป้ทั้งหลายก็คือการเดินทางด้วยรถไฟ


   Photo by: Chris 
   www.adventurizer.com

คุณรู้ไหม?...รถไฟสายทวาย มะละแหม่งนั้น เป็นเส้นทางรถไฟที่ช้าที่สุดในประเทศพม่าหรืออาจจะช้าที่สุดในอาเซียนเลยก็ว่าได้ เอาละ...เราลองจินตนาการดูว่าเราจะใช้เวลาเดินทางกี่ชั่วโมงสำหรับระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร  ตอนแรก ผมคิดว่าน่าจะประมาณ 4-5 ชั่วโมง แต่ความจริงที่ต้องบอกกันตรงๆ เลยก็คือใช้เวลาเดินทางนานถึง 14 ชั่วโมงเลยทีเดียว!!! เพราะรถไฟวิ่งด้วยความเร็วที่จำกัดจำเขี่ยซะเหลือเกิน ประมาณ 30-40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้นและจอดแวะรับผู้โดยสารตลอดทาง ถึงแม้จะเหนื่อยกับการเดินทางแต่มันก็เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้คนมากหน้าหลายตาที่พบเจอบนรถไฟ, ความงดงามของธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนสองข้างทางรถไฟช่วยแต้มแต่งสีสันของการเดินทางให้รู้สึกเพลิดเพลินไม่เบื่อหน่ายเลยสักนิดเดียว

  
เช้าตรู่วันนั้น ผมสะพายเป้ใบเขื่องพร้อมหนังสือ ‘Finding George Orwell in Burma’ มีชื่อภาษาไทยว่า จิบพม่า ตามหาจอร์จ ออร์เวลล์เขียนโดย Emma Larkin เล่าเรื่องการย้อนรอยตามเส้นทางของจอร์จ ออร์เวลล์ อดีตตำรวจอังกฤษผู้ใช้ชีวิตสี่ปีในพม่าจากปากแม่น้ำอิรวดี ย้ายมาย่างกุ้ง แล้วไปอยู่มะละแหม่ง ก่อนจะโดนย้ายขึ้นเหนือไปอยู่ที่กะธา ผมมาถึงสถานีรถไฟประมาณตีห้ากว่าๆ พอมาถึงปุ๊บ และซื้อตั๋วเรียบร้อย ผู้คุมรถไฟก็พาขึ้นไปนั่งตรงเก้าอี้ไม้ชั้นล่าง (Lower Class) ในราคา 3,900 จ๊าตหรือประมาณ 130 บาท ส่วนชั้นบน (Upper Class) ซึ่งเป็นเบาะหนัง ราคา 5,900 จ๊าตหรือประมาณ 200 บาท ถ้าใครไม่อยากทรมานตัวเอง ผมขอแนะนำซื้อตั๋วราคา 3,900 จ๊าตจะเป็นการดีที่สุด...ไม่อย่างนั้นคุณอาจต้องนั่งจนตูดชาเลยทีเดียว...หลังจากนั่งรอประมาณครึ่งชั่วโมง เสียงหวูดรถไฟก็ดังขึ้นเหมือนเตือนผู้คนให้ถอยออกจากชานชาลาก่อนจะวิ่งออกไปตอนเวลาหกโมงเช้า



                                                                                                                                                    
    Photo by: Chris 
    www.adventurizer.com

รถไฟวิ่งฉึกฉักไปอย่างช้าๆ ผ่านทุ่งนา แม่น้ำ และชุมชน ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา ผมเดินออกมายืนตรงประตูรถไฟเพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นแต่งฟ้าอันสดใส สูดอากาศเข้าเต็มปอดเต็มก้อนด้วยความสดชื่น บนรถไฟเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา เสียงพูดคุยกันด้วยภาษาพม่าสำเนียงทวายดังรอบตัว รถไฟแวะจอดรับผู้โดยสารเกือบทุกครึ่งชั่วโมงตลอดการเดินทางสู่เมืองมะละแหม่งจนแทบไม่มีที่นั่ง! ล้นทะลักออกมาถึงตรงประตูทางขึ้น-ลง และประตูเชื่อมโบกี้ก็ล็อกไว้สนิท ผู้คนบนรถต่างส่งรอยยิ้มมาที่ผมด้วยความเป็นมิตร บางคนนั่งหลับไปจนถึงปลายทางและบางคนก็นั่งทานอาหารบนรถไฟอย่างเอร็ดอร่อย พอรถไฟวิ่งมาถึงเมืองเย เขาจะให้เราเปลี่ยนขึ้นรถไฟอีกขบวนหนึ่งเพื่อเดินทางต่อไปเมืองมะละแหม่งหรือที่คนท้องถิ่นเรียกว่า เมาะลัมไยน์ ซึ่งใช้เวลาเดินทางอีกหลายชั่วโมง แต่ถ้าเกิดท่านใดไม่ไหวจริงๆ ก็สามารถนั่งรถบัสต่อไปเมืองมะละแหม่งได้เช่นเดียวกัน



ผมมาถึงเมืองมะละแหม่งตอนเวลาประมาณเกือบสามทุ่มแล้ว....นับเป็นประสบการณ์การเดินทางที่สนุกตื่นเต้นอีกครั้งหนึ่งของชีวิตเลยทีเดียว....

เที่ยวทวาย...พม่าตอนใต้

ทวาย หรือที่รู้จักกันในอดีตว่า ทะวอย (Tavoy)’ เป็นเมืองหลวงของเขตตะนาวศรี (Tanintharyi Region) กลางศตวรรษที่ 13 เมืองทวายรู้จักกันในชื่อ เมืองธากาย่า (Thargaya)’ ทวายเคยเป็นแหล่งส่งออกดีบุกไปประเทศอินเดียในช่วงศตวรรษที่ 16 และเป็นเมืองที่ พม่าแย่งไป ไทยแย่งมา อยู่หลายทศวรรษ ก่อนที่อังกฤษจะเข้ามายึดครองในปี 1826 เนื่องจากเป็นศูนย์กลางค้าขายมาตั้งแต่สมัยโบราณ ทำให้ในทวายมีกลุ่มชนหลายชาติพันธ์อาศัยอยู่รวมกัน  ไม่ว่าจะเป็นพม่า กะเหรี่ยง มอญ แขกมัวร์ จีนฮกเกี้ยน และมอร์แกนหรือซาโลน และเป็น Melting Pot ที่มีทั้งชาวพุทธ ฮินดู คริสต์ และมุสลิม อาศัยอยู่รวมกันอย่างสงบสุขเรื่อยมา


ถึงแม้ทวายจะเป็นเมืองหลวงของเขตตะนาวศรี แต่ก็เป็นเมืองชายทะเลที่เงียบสงบ มีชายหาดที่สวยงาม และเป็นประตู (Gate Way) สู่หมู่เกาะมะริด 800 เกาะ (Mergui Archipelago) ชายหาดของเมืองทวายโดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 15-45 กิโลเมตร บางแห่งยังเงียบสงบรอการค้นพบ และบางแห่งก็เป็นสถานที่ที่ชาวประมงมาแวะพักเพื่อหลบพายุฝนและเติมน้ำจืดเท่านั้น... ไม่แน่...หากเพื่อนๆ โชคดีพอ คงมีโอกาสค้นพบชายหาดใหม่ๆ ที่ซุกซ่อนอยู่ก็เป็นได้


การท่องเที่ยวในเมืองทวาย เพื่อนๆ สามารถเช่ารถตู้ตรงด่านพุน้ำร้อนหรือเพื่อความสะดวกในการเดินทางก็สามารถติดต่อพวกเรา Go Southern Myanmar (www.go-southernmyanmar.com) ให้จัดทัวร์เข้าไปก็จะรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ แต่ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวพอมีแรงหน่อย ก็สามารถเช่ารถมอเตอร์ไซด์จากในเมืองทวายตะลุยไปก็จะสนุกตื่นเต้นไปอีกแบบ เริ่มต้นการเดินทางจากหาดมอมะกัน (Maungmagan Beach) ซึ่งเป็นชายหาดยอดนิยมของคนทวายและตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองมากนัก ใช้เวลาเดินทางแค่ 25 นาทีก็ไปถึงแล้ว จากนั้นก็ตะลุยไปเลย! จากเหนือสู่ใต้ ตั้งแต่หาดนาปูแล (Nabule Beach) หาดซานมาเรีย (San Maria Beach) หาดตีเซะ (Tizit Beach) หาด Grandfather และหาดมิ้นควออ่อ (Horse Shoe Beach) ไปจนถึงแหลมชินมอหรือ Dawe Peninsula ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานองค์พระเจดีย์ชินมออันศักดิ์สิทธิ์และเป็น 1 ใน 9 เจดีย์ที่สำคัญของเมืองทวายด้วยเช่นกัน


ทวายเป็นเมืองที่มีอัตราการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วเพราะเป็นศูนย์กลางการค้าขายขนาดใหญ่ของพม่าตอนใต้อีกทั้งทำเลที่ตั้งก็มีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของภูมิภาคนี้  ท่ามกลางอาคารเก่าๆ และตึกสไตล์โคโลเนียล เราจะเห็นตึกโรงแรมสมัยใหม่อยู่กระจายทั่วเมือง  ทวายจึงเหมาะกับนักเดินทางที่ต้องการเข้ามาสัมผัสทะเลและชายหาดที่ยังบริสุทธิ์และจะเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ ในพม่า


นอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลแล้ว ทวายยังงดงามไปด้วยเจดีย์ศิลปะแบบมอญที่สวยงามไม่แพ้เจดีย์องค์อื่นๆ ในพม่า อาทิ เจดีย์ชเวตองจาหรือเจดีย์ใหญ่ องค์พระเจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบมอญขนาดใหญ่ ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลกะมารชินปางมารวิชัย อายุ 141 ปี และมีพิพิธภัณฑ์แสดงโบราณวัตถุมากมาย เช่น ปืนใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปสมัยทวารวดี และหินฝนทานาคา อายุร้อยปี เป็นต้น

เพื่อนๆ คนไหนสนใจท่องเที่ยวเมืองทวาย ลองเข้าไปค้นหาข้อมูลได้จากลิ้งค์นี้ได้เลยครับ



เที่ยวทวาย...ก่อนทวายเปลี่ยนไป

มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ที่เมืองทวาย พม่าตอนใต้

ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ผู้โดยสารของวินรถตู้แห่งหนึ่ง ณ สถานีรถประจำทางของเมืองทวาย เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ด่านพุน้ำร้อนที่อยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 150 กิโลเมตร ใกล้กันนั้นก็มีหญิงแม่บ้านกำลังนั่งคุยกับลูกชายวัยไม่เกินสี่ขวบเสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้งบิน ถัดไปก็เป็นเด็กหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายหมากรุกกำลังนั่งเคลียคลอกับเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวเข้ม ใบหน้ามีแป้งทานาคาสีเหลืองนวลแต้มเป็นวงกลมคล้ายพระจันทร์เต็มดวงอยู่สองข้างแก้ม ส่วนด้านในนั้น ก็เป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งวุ่นอยู่กับการขายตั๋วรถโดยสารอยู่ตรงโต๊ะไม้สีเหลี่ยมเก่าๆ พร้อมเคี้ยวหมากปากแดง สักพักก็มีชายหนุ่มผิวดำกร้านเดินเข้ามาในห้องผู้โดยสาร แล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ด้านข้างผม

Photo by Ying Tey

“จะไปไหนเหรอครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทยแปร่งปร่า ไม่ชัดเจน 
“ผมจะไปด่านทิคี่ครับ” ผมยิ้มตอบพลางวางหนังสือในมือลงข้างๆ พร้อมเอ่ยบอกจุดหมายปลายทางว่าเป็นด่านชายแดนไทย – พม่า ฝั่งตรงข้ามด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นชายหนุ่มก็เชิญผมคุยไปเรื่อยเปื่อยพร้อมสั่ง ‘หล่าแพดเหย่’ หรือชานมร้อนจากแม่ค้าด้านหน้าห้องผู้โดยสารมาให้หนึ่งแก้ว....

มิตรภาพของคนแปลกหน้าคือมนต์เสน่ห์ของการเดินทาง ที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่แสนประทับใจ มีชีวิต และอมยิ้มได้ 

เมื่อโชเฟอร์บีบแตร ตะโกนบอกว่ารถจะออกแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวก็รีบควักธนบัตรสีเขียวจำนวนหนึ่งพันจ๊าตออกมา แล้วรีบยื่นให้แม่ค้าที่อยู่ด้านหน้าห้องผู้โดยสารอย่างเร็วไว มิทันที่ผมจะมีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยบอกว่า ‘ขอจ่ายเอง’

 “ไม่เป็นไรครับพี่...ผมขอเลี้ยงแล้วกันเที่ยวนี้ ไว้มีโอกาสเจอกันวันหน้า ก็อย่าลืมทักทายผมบ้างนะครับ” 

หัวใจของผมเริ่มเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกซาบซึ้งใจแผ่ซ่านไปทั่วกาย อัธยาศัยและน้ำใจที่ชายหนุ่มคนนั้นแสดงออกมาทำให้ผมได้เห็นความงดงามของสังคมนี้ ความแปลกหน้าไม่ใช่กำแพงกั้นมิตรภาพแต่อย่างใดเลย ผมเอ่ยลาชายหนุ่มคนนั้นที่นั่งรอรถโดยสารอีกคันเพื่อไปเมืองอื่นและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นมานี้ได้สร้างความทรงจำที่แสนประทับใจให้กับการเดินทางของผมอย่างไม่มีวันลืมเลือน....


รถตู้ Toyota Super Custom วิ่งฉุยฉิวปลิวลมออกจากเมืองทวาย ผ่านสวนหมากที่อยู่สองข้างถนนไปอย่างเร็วรี่ ภายในรถตู้อัดแน่นไปด้วยหนุ่มสาวชาวพม่าที่จะไปขายแรงงานที่ประเทศไทย ว่ากันว่าแรงงานภาคประมงที่มหาชัย หรือในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครนั้น ส่วนใหญ่มาจากเมืองทวาย ย้อนกลับไปในอดีต แรงงานเหล่านี้จะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางจังหวัดระนอง โดยการนั่งเรือโดยสารไปลงที่เกาะสอง แต่พอด่านชายแดนที่หมู่บ้านพุน้ำร้อนและด่านสิงขรเปิด คนภาคตะนาวศรีก็เลือกจะนั่งรถมากกว่านั่งเรือ ทำให้บริษัทฯ ที่เดินเรือบนเส้นทางนี้ต้องหยุดให้บริการไปเมื่อต้นปีนี้ (2559) หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 2 ทศวรรษ ถนนช่วงที่สองเป็นถนนลูกรัง วิ่งเลียบไปกับแม่น้ำตะนาวศรีซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพื้นที่เขตนี้ ผ่านเทือกเขาตะนาวศรีหรือที่คนกะเหรี่ยงเรียกว่า ‘ปิล๊อกต่อง’ ส่วนคนพม่าเรียกว่า ‘ต่องตัน’ ข้ามเขาช้างร้องแล้วทะลุทะลวงไปบนถนนเส้นโบราณที่ใช้เดินทัพสู่ด่านบ้องตี้สมัยสงครามเก้าทัพและเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU



เด็กหนุ่มสาวในรถคุยกันโขมงโฉงเฉง รถไม่ได้เปิดแอร์แต่เปิดหน้าต่าง โชเฟอร์บอกว่าจะได้ไม่เมารถกันเพราะถ้าปิดกระจกเปิดแอร์เมื่อไหร่ คนในรถคงได้อ๊วกแตก อ๊วกแตนกันอย่างแน่นอน อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มาจากฝั่งตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี ก็คงคล้ายกับการดื่มน้ำกับน้ำแข็ง คนพม่าเองก็มองเป็นเรื่องแปลก มันขัดกับบริโภคนิสัยของเขา ยิ่งเมื่อเดินผ่านแดดร้อนๆ มา ชาวพม่าจะห้ามการดื่มของที่เย็นจัดอย่างน้ำแข็ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมดังกล่าวจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวและคนในสังคมเมืองก็ตามที แต่น้ำแข็งก็ยังไม่ค่อยนิยมบริโภคกันในสังคมพม่าสักเท่าไหร่ รถตู้วิ่งโขยกเขยกมาถึงจุดหมายปลายทางเมื่อตะวันจวนลับฟ้า เรื่องราวมิตรภาพของหนุ่มผิวดำกร้านที่ท่ารถเมืองทวายเมื่อเช้านี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำของหนุ่มนักเดินทางบ้านๆ เซอร์ๆ ติดดิน คนนี้อย่างไม่มีวันลืมเลือน... 

แด่มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ณ เมืองทวาย พม่าตอนใต้ 

 14 กันยายน 2559