อาหารการกินในเมืองทวาย

เมื่อเราออกเดินทางไปยังต่างแดน สิ่งหนึ่งที่เราต้องได้ลองและสัมผัสก็คืออาหารการกินของคนในถิ่นที่นั้นๆ เพื่อให้การเดินทางเต็มไปด้วยสีสัน สนุก และประทับใจ วันนี้ทางผู้เขียนจะมาแนะนำอาหารการกินของคนทวายให้กับนักเดินทางชาวไทยทุกๆ ท่านที่สนใจเข้าไปท่องเที่ยวเมืองทวายที่อยู่ไม่ไกลจาก จ. กาญจนบุรี

จากข้อมูลของ อ.สิทธิพร เนตรนิยม ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมพม่า โดยเฉพาะเมืองทวาย ได้เขียนไว้ว่า "ทวายเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาพม่าที่อาศัยอยู่ในเขตมลฑลตะนาวศรี หรือ "ตะนิงตายี" ซึ่งตั้งอยู่ตอนใต้สุดของประเทศพม่า โดยมีพื้นที่ทางตอนเหนือติดกับรัฐมอญ และกะเหรี่ยง ส่วนด้านตะวันออกก็ติดกับประเทศไทย (คลิกดูข้อมูลการเดินทางสู่ทวายผ่านด่านพุน้ำร้อน จ. กาญจนบุรี) ดังนั้นชาวทวายจึงเป็นกลุ่มคนที่พูดภาษาพม่าที่อยู่ไกลจากศูนย์กลางชาวพม่าที่อยู่ในส่วนกลางและตอนเหนือของประเทศ ทั้งยั้งเป็นชาวพม่าที่อยู่ท่ามกลางคนชาติพันธุ์อื่นๆ จึงทำให้ภาษาทวายมีเอกลักษณ์เพราะยังรักษาภาษาพม่าโบราณไว้ ควบคู่ไปกับการมีภาษาอื่นปะปนอยู่มากด้วยเช่นกัน"

อาหารการกินของคนทวายจึงมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีความแตกต่างจากภาคอื่นๆ อยู่พอสมควร เราไปดูกันครับ ว่ามีเมนูอะไรบ้าง (ขอขอบคุณ อ.สิทธิพร เนตรนิยม สำหรับข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้ด้วยครับ)



 Photo Credit: Jeab Kaeophokha (ขนมจีนโมลัตโต๊ะ)


 โมลัตโต๊ะ (Mo Lat Toh):  เป็นขนมจีนพื้นเมืองประจำทวาย สำเนียงพม่าว่า "โม่ง-และก์-โตะก์" หรือ "ดะแว-โม่ง-ฮิง กา" ขนมจีนแบบทวายนี้ จะเป็นน้ำใสจากปลาต้ม มีรสเผ็ดร้อนจากพริกไทย หอมแดง แล้วก็ตะไคร้ด้วย นับว่ารสชาติจัดจ้านถูกปากคนกินเผ็ดดีทีเดียว ถ้าบีบมะนาวลงไปด้วยก็จะคล้ายต้มยำน้ำใส เผ็ด เปรี้ยว เค็ม ถึงใจ ขนมจีนแบบทวายนั้น จะมีรสชาติและลักษณะแตกต่างจากขนมจีนแบบย่างกุ้ง และขนมจีนแบบพม่าตอนเหนือซึ่งจะมีน้ำข้น เพราะผงถั่ว นอกจากนั้นก็มีการใส่หยวกกล้วยลงไปด้วย ซึ่งขนมจีนทวายจะเน้นใส่หอมหัวแดงลงไปเยอะ เนื้อแกงประกอบด้วยเนื้อปลา ไข่ปลาอวบอ้วนเมื่อเคี้ยวไข่ปลาจะแตก เสียงดังต๊อบแต๊บในปาก (สำนวนของคุณ Jeab Kaeophokha   


1     ยำทวาย (อะโต๊ะ): ที่ทวายมีร้านยำอยู่หลายที่ และมีเมนูยำหลายอย่าง เช่น ยำกระเจี๊ยบ ยำตะไคร้ ยำถั่ว ยำสาหร่ายดำ และที่ขาดไม่ได้คือยำแมงกะพรุน ซึ่งถือเป็นยอดเพชรมงกุฎแห่งทวาย เคล็ดลับความอร่อยอาจเป็นเพราะวัตถุดิบที่สดใหม่ทุกจาน เช่น กระเจี๊ยบก็กรอบหวาน ถั่วคั่วใหม่หอมๆ แมงกะพรุนกรุบกรอบอ่อนๆ บวกกับขั้นตอนการปรุงอะไรต่อมิอะไรก็สะอาด รสยำไม่ได้จัดจ้านจี๊ดจ๊าด แต่กินไปเรื่อยๆจะได้ความหอมและรสเผ็ดจากพริกบ้านที่แฝงตัวอยู่ในจานจนรู้สึกเผ็ดอยู่ดีในตอนท้าย

          Photo Credit: Arayan Dhummanon

ผัดขนุนอ่อน (กะนะ) คือ ผัดขนุนอ่อน กับผักต่างๆ เช่น ถั่วฝักยาว หอมแดง โรยด้วยงาดำ รสชาติมัน เค็ม เปรี้ยว คลุกกับข้าวสวยอร่อยดี ถือเป็นอาหารสุขภาพอีกรายการหนึ่ง ที่สำญความเปรี้ยวจากอาหารทวายส่วนใหญ่มักมาจาก "โอง-เหย่" (น้ำมะพร้าว) แต่ที่จริงส่วนใหญ่มักได้จากน้ำตาลสด ที่แปรสภาพเป็นน้ำส้ม น้ำตาลสดจากต้นนี้ถ้าเก็บช่วง ๗-๙ โมงจะได้น้ำตาลรสหวาน ถ้าเก็บไว้ถึงช่วง ๑๐-๑๑ โมงจะเปลี่ยนรสชาติเป็นน้ำตาลเมา พม่าเรียกว่า "ทาน-เหย่-ข่า" ซึ่งเป็นช่วงที่ดีที่สุด ถ้าเก็บไปเรื่อยๆความเป็นเหล้าจะเพิ่มขึ้น และเปรี้ยวขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเย็นจะเป็นน้ำส้ม ชาวทวายจะใช้น้ำส้มน้ำตาลที่เรียกว่า โองเหย่ นี่แหละเติมลงในอาหารให้มีรสเปรี้ยวต่างๆ 

 ยำกะปิ (ตำกะปิ) อาหารการกินของทวาย นอกจากอาหารทะเลสดราคาพอประมาณ อย่างเช่น เจ้าก์ปะซูน หรือ กุ้งมังกร ฯลฯ จะมีอย่างสมบูรณ์แล้ว อาหารเด่นของทวายอีกถ้วยหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ "หง่าปิ-โต๊ก" หรือ "หง่าปิ-ถ่าวง์" คือ "ยำกะปิ" หรือ "ตำกะปิ" ที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับน้ำพริกกะปิบ้านเรานี้เอง รสชาติก็จะเค็ม เผ็ด และตามด้วยเปรี้ยว จากมะนาวหรือไม่ก็มะม่วงดิบซอยลงไป อาหารพม่าที่ทวายดูจะมีความมันจากน้ำมันน้อยกว่าทางเหนือมาก แกงเนื้อใส่น้ำมัน หรือที่เรียกว่า "ซีเปี่ยน" จะมีการเจือน้ำลงไปเยอะกว่า และที่สำคัญน้ำพริกกะปิทวาย จะไม่นิยมกิน "หง่าปิ-เหย่" หรือ "น้ำปลาร้าต้ม" อย่างพวกพม่าตอนบน แต่ใช้กะปิเคยเผาแล้วใส่หอมแดง กะเทียม บ้างก็ใส่มะม่วงเปรี้ยวๆหรือมะปราง อย่างน้ำพริกไทยเลยทีเดียว ชาวทวายเขาว่า ปลาร้า หรือ หง่าปิ-ก่าวง์ มันเหม็น

ขนม"มุบลา" မုပႅါ หรือสำเนียงทวายออกเสียงว่า "โม่ง-ปยา" ซึ่งแปลว่า "ขนมแผ่น" ในภาษาพม่า ที่ให้รสสัมผัสของความกรอบอย่างขนม(กระ)เบื้องที่ไทยเราเรียกกันก็ไม่ผิดอะไร ถ้าพิจารณาจากลักษณะของแผ่นขนม ส่วนประกอบก็มีแป้งข้าวเหนียวผสมข้าวเจ้า (ข้าวเจ้าประมาณ 3 ส่วน และข้าวเหนียว 1 ส่วน นำไปหมักไว้ประมาณ 1 วัน) เทลงไปในกะทะร้อนๆ เพื่อให้ได้แผ่นแป้งบางกรอบ จากนั้นก็เอา น้ำตาลโตนดเคี่ยวละเลงลงบนแผ่นแป้งเป็นหน้าขนมพอสุกได้ที่ก็เอาเนื้อมะพร้าวขูดฝอยโรยลงไปบนหน้าขนมอีกชั้นหนึ่งพองาม จากนั้นก็แซะวางลงบนกระดาษหรือใบตองรอผู้บริโภคมารับไป


                                                                                                                                
รายการอาหารด้านบนนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของอาหารการกินของคนทวายเท่านั้น ยังมีอีกหลากหลายเมนูอาหารที่รอให้นักเดินทางเข้ามาลิ้มลองเพื่อเปิดประสบการณ์สดใหม่ผ่านอาหารและเครื่องดื่มประจำถิ่นที่มีรสชาติแปลกลิ้น

นี่                                                                                                                                                                  13 ก.พ. 2562




การท่องเที่ยวในพม่าตอนใต้ ประจำปี พ.ศ. 2561


ผมเขียนบทความนี้ในเช้าวันที่ 31 ธันวาคม 2561 จากเมืองย่างกุ้ง ศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศพม่า (เมียนมา) 



จากการได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวภาคตะนาวศรี (Tanintharyi Division) ท่านหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวในภาคใต้ของพม่า (Southern Myanmar)   เจ้าหน้าที่ท่องเที่ยวท่านนี้บอกว่าในปี พ.ศ. 2561 ที่กำลังจะผ่านไปนี้มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวพม่าเข้ามาท่องเที่ยวภาคใต้ของพม่า โดยเฉพาะในมณฑลตะนาวศรีมากขึ้นกว่าเมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2560) ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและโรงแรมของพม่า (Ministry of Hotels & Tourism) ที่จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศพม่า (Visitor Arrivals) พบว่าเพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงมาก หากเรามองกลับไปดูเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2561 ที่กำลังจะผ่านไปนี้ ก็พอจะเห็นภาพความสดใสของการท่องเที่ยวในพม่าตอนใต้ได้เป็นอย่างดี

ที่มา: http://tourism.gov.mm/visitor-arrivals-2018/

1.      พม่าเปิด 15 เกาะในมณฑลตะนาวศรี


ข่าวนี้นับเป็นข่าวดังในช่วงกลางปีนี้ เมื่อมีประกาศเปิดเกาะให้นักท่องเที่ยวเข้าชมความงดงามในภาคตะนาวศรีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะที่มะริด และเกาะสอง โดยเกาะเหล่านี้เป็นที่ตั้งของของฟาร์มไข่มุกทั้งของรัฐและเอกชน นับเป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของภาคตะนาวศรีเป็นอย่างยิ่ง พม่าตอนใต้มีแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลายแต่ที่ขึ้นชื่อและดูโดดเด่นกว่าที่ไหนก็คือแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะในมณฑลตะนาวศรีที่มีเกาะเล็กเกาะน้อยตั้งเรียงรายตลอดชายฝั่ง 300 กว่ากิโลเมตร และเป็นแหล่งดำน้ำที่นักท่องเที่ยวต่างชาติต่างรู้จักกันดี อย่างเช่น หมู่เกาะมะริด 800 เกาะ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Mergui Archipelago’ ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและชาวพม่า อย่างเช่น เกาะหัวใจมรกต เกาะนาวโอพี เกาะบรูเออร์ ฯลฯ ล้วนแต่อยู่ในหมู่เกาะมะริด 800 เกาะทั้งนั้น

2. พม่ายกเว้นวีซ่า

Photo Credit: 7 Day Daily

ในช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทางการพม่าได้ยกเลิกวีซ่าให้กับนักท่องเที่ยวจากประเทศเกาหลีและญี่ปุ่น สำหรับนักท่องเที่ยวจากจีน ฮ่องกง และมาเก๊า สามารถขอ Visa on Arrival ได้ที่สนามบิน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบาย 'Look East' ของรัฐบาลเมียนมา ส่วนชาวไทยไม่ต้องขอวีซ่าเข้าพม่ามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 แล้ว อย่างไรก็ตามในการเดินทางเข้าทางด่านชายแดนยังคงต้องขอวีซ่าพม่าอยู่เช่นเดิม ยกเว้นการเข้า-ออกทางด่านชายแดนที่ติดกับเมืองตรงข้าม เช่น ระนอง เกาะสอง, สิงขร    มะริด, พุน้ำร้อน ทวาย, แม่สอด เมียวดี, แม่สาย ท่าขี้เหล็ก เป็นต้น เมืองเหล่านี้ใช้แค่หนังสือผ่านแดนเท่านั้น
ปัญหาเรื่องวีซ่านั้นยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องขอกล่าวไว้ในบทความนี้ เช่น e-visa หรือการยื่นขอวีซ่าทางออนไลน์ไม่สามารถใช้ได้กับทุกด่าน เช่น ด่านพุน้ำร้อน ทิคี่ จ.กาญจนบุรี นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้ e-visa เข้าและออกทางด่านนี้ได้โดยเด็ดขาด ในปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเองประสบพบเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติหลายต่อหลายคน (รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย) ใช้ e-visa มาเข้าทางด่านพุน้ำร้อน และต้องถูกปฏิเสธการเดินทางในที่สุด ถ้าหากท่านใดยื่นขอ e-visa ให้ตรวจสอบ Port of Entry ให้ชัดเจนว่าเข้าทางไหน เพราะไม่อย่างนั้นแล้วท่านจะประสบกับปัญหาความยุ่งยากในการเดินทางเป็นอย่างมาก

3. การเปิดให้จัดคาราวานเข้า-ออก ทางด่านสิงขร มูด่อง



ข่าวนี้นับเป็นข่าวดีสำหรับวงการท่องเที่ยวในภาคตะนาวศรีเป็นอย่างมาก เมืองทางรัฐบาลพม่าประกาศอนุญาตให้สามารถจัดคาราวานแรลลี่เข้า-ออก ทางด่านสิงขร มูด่อง จ. ประจวบคีรีขันธ์ ได้อีกครั้ง หลังจากมีปัญหาและหยุดไปเป็นปี โดยประกาศนี้ออกมาในช่วงเดือนธันวาคมนี้เอง ดังนั้นถ้าหากท่านไหนประสงค์อยากจัดคาราวานแรลลี่เข้าทางด่านสิงขร ติดต่อสอบถามทีมงาน Go Southern Myanmar ได้เลยครับ
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุการณ์บางส่วนที่เกิดขึ้นในวงการท่องเที่ยวพม่าตอนใต้ตลอดปี พ.ศ. 2561 ที่กำลังจะผ่านไป นอกจากนั้นยังมีข่าวดีอีกมากมายที่เกิดขึ้นในวงการท่องเที่ยวของพม่า เช่น พม่า-ลาว เปิดด่านถาวรที่เมืองเชียงลาบ รัฐฉานกับเมืองลอง แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว, พม่าเปิดจุดผ่านแดนกับอินเดีย 2 แห่ง ที่เมืองตะมู เขตสะกายกับเมืองโมเรห์ รัฐมณีปุระ และที่ รีคอดะ เมืองฟะลัม รัฐชิน ติดต่อกับเมืองโซคอตา รัฐมิโซรัม อินเดีย นอกจากนั้นก็มีการเปิดสายการบินต่างประเทศสู่พม่า เช่น สายการบิน Neos Air เปิดเส้นทาง มิลาน ย่างกุ้ง เป็นต้น

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวการท่องเที่ยวในพม่าตอนใต้ที่ทางทีมงาน Go Southern Myanmar รวบรวมมาให้อ่านกันครับ


ในวารดิถีขึ้นปีใหม่ ทางทีมงาน Go Southern Myanmar ขออวยพรให้ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของพวกเราตลอดมาทั้งปีและผู้ใหญ่ที่เคารพรัก เพื่อนๆ พี่ๆ ผู้มีอุปการคุณ ทุกๆ ท่าน จงมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง สมบูรณ์ มีการงานที่เจริญรุ่งเรือง เดินทางไปทิศไหน ก็ขอให้ประสบความสำเร็จและปลอดภัยและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการทำงานและความสุขเช่นนี้ตลอดไปครับ
31 ธันวาคม 2561
ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา


ความสงบบนไจท์ทีโย (ตอนที่ 1: รถขนหมู)


    พระธาตุอินแขวน 1 ใน 5 มหาบูชาสถานสูงสุดของพม่า

     บ่ายวันนั้น พวกเรายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงคิมปูนแค้มป์ (Kimpun Camp) กำลังเลือกขึ้นรถหกล้อที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปสักการะพระธาตุอินแขวนบนยอดเขาพวงลวงที่มีความสูงประมาณ 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล รถบรรทุกหกล้อจอดรอผู้โดยสารอยู่สี่ซ้าห้าคัน ตรงสแตนด์เหล็กสีเหลืองที่มีบันไดให้ผู้โดยสารเดินขึ้นรถ บางคันเต็มแล้วและกำลังวิ่งออกจากคิมปูนแค้มป์ ส่วนบางคันมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเหมาไว้แล้ว พวกเราเดินไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ใกล้กับป้ายที่แสดงราคาผู้โดยสารและคำแนะนำเป็นภาษาอังกฤษ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งในชุดเสื้อกล้ามสีขาว นุ่งโสร่งสีเทา และเคี้ยวหมากปากแดงบอกให้เราเหมารถขึ้นไปในราคา 80,000 จ๊าต หรือประมาณ 2,000 บาท พวกเราได้ยินปุ๊ปรีบส่ายหัวพร้อมกันโดยมิดได้นัดหมาย เพราะราคาสูงเกินไปเมื่อเทียบกับราคาปกติที่คนละ 2,000 จ๊าตสำหรับที่นั่งแถวหลังและ 3,000 จ๊าต สำหรับที่นั่งแถวหน้า จนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่นั่งอยู่ข้างๆ บอกเราให้รอรถโดยสารคันใหม่อย่างเสียมิได้

เพียงชั่วอืดใจเดียว รถหกล้อสีขาวคันงามก็วิ่งทะยานมาจอดตรงสแตนด์ทางขึ้น จากนั้นก็มีคนท้องถิ่นวิ่งกรูกันขึ้นรถอย่างรวดเร็ว พวกเราก็ต้องรีบเร่ง ขึ้นไปหาที่นั่งกันจ้าละหวั่น

รถขนหมู

   รถขนหมูทำหน้าที่รับ - ส่ง ผู้โดยสารขึ้นสู่พระธาตุอินแขวน

ลักษณะรถโดยสารที่จะพานักท่องเที่ยวขึ้นไปพระธาตุอินแขวนนั้น เป็นรถบรรทุกหกล้อขนาดกลาง ที่ดัดแปลงกระบะหลังโดยการติดที่นั่งแบ่งเป็น 7 แถว และมีราวจับด้านหน้า ลักษณะคล้ายคอกหมู จนนักท่องเที่ยวชาวไทยพากันเรียกว่า รถขนหมู พวกเราต้องนั่งอัดกันแถวละ 6 คน ตามประกาศิตของโชเฟอร์ เมื่อนั่งกันครบทั้ง 7 แถวอย่างสมบูรณ์ โชเฟอร์ก็รีบเหยียบคันเร่งพุ่งออกจากชานชาลาอย่างรวดเร็วจนผู้โดยสารตั้งตัวไม่ทัน ถูกผลักเซไปข้างหลังพร้อมเสียงวี้ดว้าย และต่างรีบยึดราวจับด้านหน้าอย่างว่องไวตามสัญชาตญาณ

เย็ดเข้ สปี๊ดเร็วกว่านรก

ใครคนหนึ่งในกลุ่มเราเปล่งเสียงขึ้น

    เหล่าคนหามเสลี่ยงที่คอยรอต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นบนพระธาตุอินแขวน

รถ ขนหมู วิ่งทะยานขึ้นเขาคดโค้งสูงชัน โชเฟอร์โชว์สกิลเลี้ยวหักศอกอย่างชำนิชำนาญ ผู้โดยสารก็เฮกันลั่นด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียวและสนุกสนาน วิ่งมาสักพัก รถก็จอดตรงจุดเก็บค่าโดยสารและรอรถสวนลงมาจากเขา เมื่อได้รับสัญญาณว่าข้างหน้าปลอดรถแล้ว โชเฟอร์ของเราก็ตะบึงรถต่อไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเรานั่งกระแทกรถขนหมูมาได้สักครึ่งชั่วโมง ก็มาถึงจุดจอดรถบนเขาซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพระธาตุอินแขวนแล้ว เป็นการเดินทางที่ลุ้นสุดๆ โหด มันส์ ฮา ครบทุกรส นับเป็นความสนุกสนานที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสเมื่อมาเยือนพระธาตุอินแขวนแห่งนี้ เมื่อลงจากรถขนหมูแล้ว พวกเราและเหล่านักท่องเที่ยวทั้งหลายก็จะได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก เจ้าถิ่น ชนิดไม่คลาดสายตา เมื่อเหล่าคนหามเสลี่ยงจะกรูกันเข้ามาเสนอบริการของพวกเขาอย่างทันท่วงที และจะเดินตามตื้อไปตลอดทาง จนกว่าจะมีใครสักคนในกลุ่มต้องเอ่ยขอร้องว่าอย่าได้ใกล้ชิดสนิทสนมกันนักเลย ปล่อยให้พวกเราได้เดินชมกันอย่างอิสรเสรีบ้างเถิด นั่นแหละ, ถึงทำให้พวกเด็กหนุ่มเหล่านั้นยอมอันตรธานหายไป จากนั้นพวกเราก็จ่ายค่าเข้าชมคนละ 10,000 จ๊าตให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวที่ดักรอผู้เดินทางอยู่ตรงทางเข้าเจดีย์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พร้อมกับเอ่ยต้อนรับเป็นภาษาอังกฤษว่า

    ลูกค้าของคนหามเสลี่ยง ส่วนใหญ่เป็นพวก สว.(สูงวัย)

“Welcome to Kyaiktiyo Pagoda”

ขอต้อนรับท่านสู่เจดีย์ไจท์ทีโย

   บรรยากาศบนพระธาตุอินแขวน


เรื่องเล่าระหว่างทาง...จากทวายสู่มะริด


การเดินทางในเช้าวันแรกของปี พ.ศ. 2561 เริ่มต้นขึ้นจากเมืองทวายสู่มะริด อาทิตย์แรกแย้มเปล่งประกายสดใส ต้อนรับวันใหม่ด้วยหัวใจเริงร่า หลังจากเอาเป้ใบเขื่องโยนขึ้นรถตู้ พวกเรารีบบึ่งรถมุ่งหน้าสู่มะริดทันที

    บ้านของชาวทวายในชนบท

เรือเฟอรี่...การเดินทางของแรงงานพม่าเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา

   พระพุทธรูปยืนเป็นแนวลงมาจากภูเขา

ต้นหญ้าสีเขียวกลางท้องทุ่ง ภูเขาเขียวครึ้มสูงตระหง่านที่อาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ส่องสาด หมู่วิหคสยายปีกโบยบินสู่ฟ้ากว้าง เหมือนชีวิตได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง รถของเราพุ่งทะยานผ่านถนนต้นตาล วิ่งไปตามถนนหมายเลข 8 หรือสายเอเชีย AH112 ที่ทอดยาวไปถึงเมืองกอตองหรือเกาะสองติดจังหวัดระนอง ถนนลาดยางตลอดเส้น แต่พื้นผิวไม่ราบเรียบเสมอกัน ทำให้รถโยกเยกโคลงเคลง บางช่วงก็ยังทำถนนอยู่ เห็นแรงงานชาวพม่ากำลังนั่งเรียงหินกันอย่างขะมักเขม้น ซึ่งเป็นการทำถนนแบบดั้งเดิมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน บางช่วงก็เห็นมีเครื่องจักร เช่น พวกรถบดถนน มาช่วยผ่อนแรงอีกทาง

สมัยก่อนแรงงานพม่าจะนั่งเรือไปออกกันที่เกาะสอง เพื่อเข้าไปทำงานที่ประเทศไทยหรือเดินทางต่อไปที่มาเลเซีย เรือลำหนึ่งก็ใหญ่พอควรครับพี่ บรรทุกผู้โดยสารได้ 100 – 200 คน แต่เชื่อไหม ผมเห็นบรรทุกเกินจำนวนทุกครั้ง

ตี่หม่าซู ชายวัยกลางคน โชเฟอร์ของเราเอ่ยขึ้น ขณะรถวิ่งมาถึงทางแยกที่จะไปท่าเรือของเมืองทวาย ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอตะเยฉ่อง

แต่ในปี 2016 เรือเฟอรี่เหล่านี้ต้องหยุดให้บริการเพราะผู้โดยสารส่วนใหญ่หันไปนั่งรถออกทางด่านพุน้ำร้อนและด่านสิงขรแทน” ตี่หม่าซูเล่าต่อไป

ตอนนี้ท่าเรือก็ยังเปิดอยู่ แต่มีเฉพาะเรือขนส่งสินค้าเท่านั้นเองครับ
----
ถนนเส้นใหม่สู่ด่านพุน้ำร้อน


   เด็กๆ กำลังเล่นเตะชินโลง (ตะกร้อ) กันอย่างสนุกสนาน

เมื่อรถของเราวิ่งออกมาจากตัวเมืองตะเยฉ่องได้ประมาณ 40 นาที  โชเฟอร์ก็ค่อยๆ ลดความเร็วลง และวิ่งมาจอดตรงทางแยกหนึ่งที่มีป้ายเขียนติดไว้ว่า หมู่บ้านแตฉ่องจี ตี่หม่าซู โชเฟอร์อารมณ์ดีของเราก็เอ่ยขึ้นว่า

ตรงนี้แหละพี่ ที่ทางจังหวัดมีแผนจะตัดถนนเส้นใหม่ไปถึงหมู่บ้านอัมราติดด่านทิคี่ (ด่านพม่าตรงข้ามกับด่านพุน้ำร้อน) ตามข่าวเห็นว่าทางพม่าเตรียมผลักดันให้รีบสร้างให้เสร็จภายในสองปีนี้


    เด็กอ้วนน่ารักที่ หมู่บ้านแตฉ่องจี

ผมไม่มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการใดๆ ทั้งสิ้น แต่ภาพตรงหน้าที่ผมสนใจนั้น กลับเป็นพวกเด็กๆ ที่กำลังเล่นเตะชินโลงหรือตะกร้อกันอย่างสนุกสนาน บริเวณนั้นเป็นลานตากหมากแห้งผืนใหญ่ที่มีกระท่อมหลังคามุงจากเรียงกันเป็นฉากหลัง มันเป็นภาพชนบทที่งดงามตรึงตาตรึงใจและน่าสนใจมากกว่าโครงการสร้างถนนสองเลนส์เชื่อมด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี ที่ตีหม่าซูกำลังสาธยายให้ฟัง...

ชุมชนทำไม้กวาดแห่งหมู่บ้านปิเชา เมืองปะลอ พม่าตอนใต้

    หญิงสาวที่หมู่บ้านปิเซากำลังทำไม้กวาดอย่างชำนาญ

เมื่อรถของเราวิ่งเข้ามาถึงหมู่บ้านปิเซา เขตเมืองปะลอ จ. มะริด สองข้างถนนที่เราเห็นคือดอกหญ้าวางเรียงรายตากอยู่ ผมบอกให้ตีหม่าซูจอดรถ ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่เห็นชาวบานกำลังทำไม้กวาดกันอยู่ สอบถามหญิงสาวที่กำลังใช้เข็มเย็บกระสอบที่ร้อยเชือกฟางแล้วแทงกลางช่อดอกหญ้าที่มัดรวมไว้ แล้วถักขึ้น-ลงแบบหางปลาอย่างแคล่วคล่องว่องไวจึงได้ความว่าอาชีพทำไม้กวาดที่ชุมชนแห่งนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง ไม้กวาดที่ชาวบ้านทำจะส่งไปขายที่ย่างกุ้ง และจากย่างกุ้งก็มีการส่งออกไปขายต่อที่มาเลเซีย ราคาไม้กวาดอยู่ที่อันละ 400 จ๊าตหรือประมาณ 10 บาท ส่วนชาวบ้านมีรายได้จากการรับเหมาอันละ 40 จ๊าตหรือประมาณ 1 บาท วันหนึ่งสามารถทำไม้กวาดได้เฉลี่ยคนละ 150-200 อัน เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับชุมชนได้เป็นอย่างดี ผมสังเกตเห็นว่าคนในภาคตะนาวศรีนั้นมีอาชีพที่หลากหลายเพราะมีพืชเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น หมาก ยางพารา ปาล์ม และมะม่วงหิมพานต์ อีกทั้งมีทรัพยากรทางทะเลและก๊าซธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ดินแดนหางว่าวแห่งนี้มีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศพม่า



กะบะละต่อง...เขางามแห่งโลก

    เจดีย์ที่เขา 'กะบะละต่อง' 

ภาษาพม่าเรียกที่นี่ว่า 'กะบะละต่อง' แปลว่า 'เขางามแห่งโลก' ความมหัศจรรย์ไม่ใช่แค่รอยพระพุทธบาทซ้ายเท่านั้น แต่รวมถึงวิวทิวทัศน์และความเงียบสงบที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างที่สุด เมื่อได้ขึ้นมาถึงยอดเขาแห่งนี้แล้ว เราจะได้สัมผัสสายลมแผ่วเบาลอยละเลียดทักทายใบไม้จนพลิ้วไหว เห็นขุนเขาสูงห่างไต่ระดับออกไปรอบทิศ สายลมกรีดกรายผะแผ่วฝ่าความเงียบแทรกสะท้านไอเย็นเข้าสู่อณูผิวชวนยะเยือก หมู่วิหคสยายปีกโบยบินสู่ฟ้ากว้าง เหมือนชีวิตได้เริ่มขึ้นใหม่อีกครั้ง ภูเขาเขียวครึ้มอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ส่องสาด และภาพวิวที่อยุ่เบื้องหน้าคือทะเลอันดามันผืนงามที่สัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งและเป็นอิสระ เต็มไปด้วยความสดชื่นไร้ขอบเขตที่ส่องสะท้อนเข้ามาในจิตใจของผู้ที่ได้พิศมอง

เมื่ออิสระเกิดขึ้นในใจ ความรู้สึกคล้ายร่างติดปีก เบาหวิวลอยล่องอย่างมีความสุข

     ภาพทะเลอันดามันผืนงามที่มองเห็นเด่นชัดจากเขา 'กะบะละต่อง'

นี่คือความงดงามระหว่างการเดินทางจากทวายสู่มะริด เป็นความงามที่ตัวอักษรให้เราไม่ได้ นอกจากต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง...





โกไน...เด็กหนุ่มพม่าผู้เดินสวนทางกับผม


    หมูดำกำลังเดินหาอาหารที่ด่านกะเหรี่ยง KNU ติดแม่น้ำตะนาวศรี

ผมทำงานได้วันละ 350 บาท, โอที ชั่วโมงละ 60 บาท วันหนึ่งผมทำ 4 ชั่วโมง เฉลี่ยต่อวันผมมีรายได้ประมาณ 600 บาท เดือนหนึ่งก็ประมาณ 18,000 – 20,000  บาท เพราะมีค่าพิเศษอื่นๆ อีก ผมเช่าห้องอยู่กับน้องอีก 2 คน เดือนละ 2,000 บาท จ่ายค่าอาหารประมาณ 3,000 บาท เดือนหนึ่งผมกับน้องเก็บเงินได้คนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท ตอนนี้ผมทำงานมาได้ 10 ปีแล้ว อีกไม่นานบ้านผมที่ทวายก็จะเสร็จ หลังจากนั้น ผมคงกลับบ้านไปเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ อยู่ดูแลพ่อแม่ในวัยชราดีกว่าครับ

    โกไนกับน้องๆ กำลังนั่งทานข้าวระหว่างรถจอดพักที่ร้านอาหาร Special One

โกไน เด็กหนุ่มวัยยี่สิบปลายๆ เล่าให้ผมฟัง ระหว่างเดินทางไปทวาย ในเช้าวันสุดท้ายของปี พ.ศ. 2560 พวกเรานั่งอยู่ในแคปรถโตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ ที่พุ่งทะยานไปบนถนนลูกรังอย่างเร็วรี่ รถโยกเยกโคลงเคลงไปบนผิวถนนที่คล้ายเตาขนมครกใบใหญ่ ที่ทอดยาวจากด่านชายแดนพุน้ำร้อนไปทวาย ด้วยระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางนานถึง 6 ชั่วโมง จนแขนขาของผมชาดิก ขยับเขยื้อนลำบากชะมัด

    ภาพถนนจากด่านชายแดนพุน้ำร้อนไปทวาย

ผมพบโกไนกับน้องอีกสองคนที่หน้าด่านพุน้ำร้อนแล้วเราก็นั่งรถกระบะคันนี้มาด้วยกัน (ปกติแล้วรถโดยสารทั่วไปที่ด่านพุน้ำร้อนจะเป็นรถเก๋งหรือรถตู้ แต่จะมีรถกระบะวิ่งร่วมด้วย ถ้าเป็นช่วงเทศกาลสำคัญๆ อย่างปีใหม่ สงกรานต์ หรือออกพรรษา รถโดยสารจะไม่ค่อยมี ฉะนั้นแล้วถ้าใครวางแผนจะมาเที่ยวทวายในช่วงเทศกาลดังกล่าวแล้ว แนะนำซื้อตั๋วหรือจองรถล่วงหน้าก่อนนะครับ) โกไนกับน้องทำงานอยู่ที่โรงงานปลากระป๋องแห่งหนึ่งที่มหาชัย เมืองที่มีประชากรชาวไทยประมาณ 3 แสนคน และมีประชากรแฝงที่เป็นแรงงานเพื่อนบ้านอีกจำนวนหลายแสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพม่า จนถูกเรียกขานกันว่า มหาชัยคือ‘Myanmar Town’ แห่งประเทศไทย

    การเรี่ยไรเงินบริจาคระหว่างทางไปทวาย

เก็บเงินกันได้เดือนละเป็นหมื่น สุดยอดจริงๆ ผมหันไปพูดกับโกไน
เรามาทำงานครับพี่ ไม่ได้มาเที่ยว ถ้าอยากกินเหล้าเที่ยวกลางคืน ผมว่ากลับไปอยู่บ้านดีกว่า ถ้ามาทำงานก็ต้องตั้งใจทำงานและเก็บเงิน

คำพูดของโกไนบาดใจผมสุดๆ และมันฉายชัดให้เห็นถึงภาพของแรงงานชาวพม่าในประเทศไทยมากขึ้น แม้จะไม่ใช่แรงงานพม่าทุกคนที่คิดหมือนโกไน แต่ส่วนใหญ่ก็คิดและทำเฉกเช่นโกไน มันจึงเป็นคำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไมต้องใช้แรงงานต่างด้าว ในขณะที่คนไทยยังตกงานเป็นล้าน ก็เพราะแรงงานกลุ่มนี้มีความขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ และตั้งใจทำงานจริงๆ นี่ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่สู้งานนะครับ แต่เพราะเราเลือกงาน ถ้าเป็นงานอันตราย งานลำบากซ้ำซากจำเจ งานสกปรก และรายได้น้อย เราก็ปฏิเสธที่จะทำ จึงเป็นสาเหตุทำให้แรงงานขาดแคลนและผู้ประกอบการจึงเลือกจ้างแรงงานต่างด้าวทดแทน ฉะนั้นแล้ว แรงงานต่างด้าวไม่ได้เข้ามาแย่งงานคนไทย แต่มาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่างหาก

    สะพานข้ามแม่น้ำเมตตา ก่อนถึงหมู่บ้านเมตตาที่เป็นถนนลาดยาง

แล้วนี่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่เหรอผมเอ่ยถามโกไน ในขณะที่รถยังวิ่งส่ายไปส่ายมาอยู่บนถนนหัวสั่นหัวคลอน
ใช่ครับ โรงงานปิด 4 วัน
แล้วไม่อยากทำงานที่พม่าเหรอ
ทำงานที่พม่าได้ค่าแรงวันละ 5,000 จ๊าต (ประมาณ 150 บาท) ซื้อหมู 1 กิโลก็หมดแล้วครับ

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้แรงงานพม่าต้องเข้ามาทำงานที่เมืองไทย....แต่ผมกลับวิ่งสวนทางกับคนหนุ่มสาวเหล่านี้ โดยการเข้าไปทำงานในพม่า.....
ย่างเข้าปีที่สี่แล้วสินะ ที่ผมเข้ามาทำทัวร์อยู่ในพม่าตอนใต้แห่งนี้

-----

คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

คุณยายเลียบ ณ หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี เมืองตะนาวศรี พม่าใต้

     ในการเดินทางของแต่ละครั้ง เรามักจะมีคนที่ให้จดจำอยู่เสมอ การได้พบกับใครสักคน สำหรับผมแล้วเป็นเรื่องอัศจรรย์อย่างยิ่ง ถ้าเป็นความเชื่อของชาวพุทธ ก็คงเป็นเพราะเราเคยร่วมทำบุญด้วยกันมาในชาติปางก่อน ทุกครั้งของการเดินทาง ผมได้พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา แต่มีเพียงไม่กี่คน ที่ผมสามารถจดจำได้เวลาที่กลับมาถึงบ้าน....และแม้เวลาจะผ่านล่วงนานไปมากแค่ไหน เค้าก็ยังคงอยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผมเมื่อนึกถึงสถานที่แห่งนั้น นั่นคือเค้าละ...คนที่พิเศษสุดสำหรับการเดินทางของผมในครั้งนั้น และนี่คือเรื่องราวมิตรภาพระหว่างผมกับคุณยายเลียบที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ณ เมืองตะนาวศรี พม่าตอนใต้....


     คุณยายเลียบ ในวัย 73  ย่าง 74  ในปีนี้ (2560) ยังคงอยู่ดีมีสุข ร่างกายยังคงแข็งแรง หน้าชื่นตาบาน ดูสดใสทุกครั้งที่ผมแวะเวียนพาญาติพี่น้องจากฝั่งไทยไปเยี่ยมเยียน ผมไม่เคยนัดหมายคุณยายให้ต้องมารออยู่ใต้ถุนบ้าน เวลาที่พาคณะทัวร์มาที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรีแห่งนี้ แต่ผมมักจะเห็นคุณยายนั่งอยู่ตรงนั้นเสมอเวลาที่ผมกับคณะทัวร์มาถึง เมื่อผมเห็นแก สิ่งหนึ่งที่ย้ำเตือนผมเสมอคือหญิงชราคนหนึ่งที่ให้กำเนิดผมและเพราะการงานจึงทำให้เราสองคนจำต้องอยู่ห่างกัน ผมเห็นแววตาของยายเลียบที่อ่อนโยน และรอยยิ้มดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง ยิ่งทำให้ผมนึกถึงคนทางบ้านที่ยู่ไกลแสนไกลมากขึ้น บ้านของคุณยายเลียบอยู่ใกลักับวัดสิงขรวราราม นั่นจึงเป็นเหตุให้ผมได้มาพบตะแกในสายวันหนึ่งของกาลต้นฝนเมืองสองปีที่แล้ว....



     วันแรกที่พบกันผมก็สอบถามเรื่องราวของคนไทยในหมู่บ้านแห่งนี้ราวกับนักข่าวสัมภาษณ์บุคคลเพื่อลงคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ แกก็ร่ายชื่อหมู่บ้านคนไทยพลัดถิ่นในถิ่นแถวนั้นมาเสียยาวเหยียด เช่น หมู่บ้านสงขลา หมู่บ้านมุโพรง หมู่บ้านลำปะเทง หมู่บ้านสองช่อง และหมู่บ้านทองหลาง เป็นต้น แล้วก็บอกว่า อยู่ทางนี้ พม่าก็ว่าคนไทย ไปอยู่ทางไทย ตำรวจไทยบอกพม่า ทั้งๆ ที่พูดไทยได้ จะไปอยู่ไทยก็ไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีเงินซื้อ อยู่สิงขรมีที่ดินบรรพบุรุษให้ทำกิน มีญาติพี่น้อง เราเป็นคนไทยเหมือนกันหัวใจเป็นไทยอยู่ หลังจากฟังแกพูดแล้ว ผมรู้สึกใจหายคล้ายมีก้อนสะอึกมาจุกตรงคอ ด้วยเหตุผลทางการเมืองและการปกครองยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคอาณานิคม และช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง จึงทำให้พวกเขากลายเป็น คนพม่าเชื้อสายไทย ตกค้างอยู่ในดินแดนแห่งนี้ ยายเลียบพูดภาษาไทยเหมือนคนไทยปักษ์ใต้ บ้างก็ว่ามีสำเนียงคล้ายกับคนบางสะพานที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 



ผมรู้สึกอบอุ่นหัวใจทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนแกที่หมู่บ้านสิงขรสุวรรณคีรี ถ้าไม่มีเส้นเขตแดนกั้น คนในหมู่บ้านแห่งนี้ก็คนไทยดีๆ เรานี่เอง ทุกครั้งที่ได้กลับมาเยี่ยมเยียนคุณยายเลียบ ความรู้สึกของผมเหมือนได้กลับมาหาญาติผู้ใหญ่ที่เคารพท่านหนึ่ง ผมสัมผัสได้ว่าเวลาที่เราเดินทางไปกับความคิด ความรู้สึก และให้เวลาความคิด ความรู้สึกเดินทางไปกับเรา เราจะได้เจอกับอะไรที่ตามหามานานหรือหล่นหายไปนานก็เป็นได้ เฉกเช่น คุณยายเลียบที่ทำให้ผมสัมผัสได้ถึงวันชื่นคืนสุขของช่วงชีวิตในวัยเยาว์ที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ การเดินทางของความคิดและความรู้สึกที่ตกตะกอนและเติบโตขึ้นจากการเดินทางจึงเป็นสิ่งมีค่าที่สุดสิ่งหนึ่งที่การเดินทางมอบให้เรา



20 มีนาคม 2560



การเดินทางในพม่าตอนใต้กับความทรงจำของปี 2559

ตลอดการเดินทางของปี 2559 ที่ผ่านมา เราได้ตระเวนไปหลายที่ในพม่า จากภาคใต้สู่รัฐฉานเหนือ จากตะวันออกสู่ตะวันตก และออกค้นหาแหล่งท่องเที่ยวแปลกใหม่ในพม่าตอนใต้ บางที่ก็ยังไม่มีนักท่องเที่ยวไปถึง และบางแห่งก็มีอยู่บ้างเล็กน้อย ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา เราได้เก็บเกี่ยวความทรงจำไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพของคนแปลกหน้าที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม  การออกตามหาหลุมฝังศพคุณปู่ของฝรั่งวัยเลยกลางคนนาม Mr. Phillip Cass ซึ่งถูกฝังไว้ที่สุสานทหารสัมพันธมิตรในเมืองตันบูซายัด (Thanbyuzayat) ซึ่งมีหลุมฝังศพเชลยศึกอยู่ถึง 3,771 ศพ เราจำได้ว่าวันนั้นเป็นบ่ายของเดือนพฤศจิกายน แดดรำไรไม่ร้อนมากนัก พอมาถึงที่สุสานดังกล่าว Mr. Philip Cass ก็รีบผลุนผลันลงจากรถ แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปข้างในสุสานที่ด้านหน้าเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ‘Thanbyuzayat War Cemetery’ เขาเดินมองหาชื่อคุณปู่อย่างกระวนกระวายใจ จากหลุมหนึ่งไปยังอีกหลุมหนึ่ง เราเดินตามเขา คอยสังเกตอยู่ใกล้ๆ จนกระทั่งเห็นเขามาหยุดยืนนิ่งอยู่หน้าหลุมหนึ่ง และภาพถัดมาที่เราเห็นคือหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม...ตรงด้านหน้าหลุมศพนั้นคือภาพนายทหารหนุ่มสวมหมวกปีกอ่อน เป็นภาพสีแดงๆ เก่าๆ ความรู้สึกของเราในเวลานั้นจมดิ่งไปกับบรรยากาศที่แสนเงียบงน...สงครามโหดร้ายเสมอ ไม่เคยปราณีใคร และไม่เคยให้อะไรนอกจากความสูญเสีย

    สุสานทหารสัมพันธมิตรเมืองตันบูซายัด พม่าตอนใต้
    ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

   Mr. Phillip Cass  หน้าหลุมฝังศพของคุณปู่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์สร้างรถไฟสายมรณะ (Death Railway) ฝั่งพม่า
   ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

ตลอดการเดินทางของปีที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนไปของพม่าตอนใต้ ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเริ่มพัฒนา และการลงทุนของทั้งนักธุรกิจท้องถิ่นและต่างชาติก็เพิ่มสูงขึ้น เราเห็นห้างใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่เมืองมะละแหม่ง และห้างขนาดกลางที่เมืองทวาย และมะริด โรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร ก็ผุดขึ้นอย่างมากมาย ตลอดจนการเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของหนุ่มสาวพม่าในยุคแห่งการกดดันผ่านไป ฝากาต้มน้ำได้เปิดออก ทำให้วัฒนธรรมการนุ่งโสร่ง เคี้ยวหมาก เริ่มไม่เป็นที่นิยมของคนรุ่นใหม่แล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่เรารู้สึกประทับใจคือสายใยความจงรักภักดีของชาวพม่าที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 เวลาที่เราไปร้านอาหารที่เจ้าของเคยมาทำงานที่เมืองไทยเราจะเห็นรูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ติดไว้ข้างฝา แสดงถึงการเทิดทูนพระองค์ท่านเพราะครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นเคยเข้ามาทำงานในเมืองไทย จนสามารถตั้งตัวได้ นั่นเป็นเพราะพระบารมีของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยแท้ 

รูปในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในเมืองทวาย
ภาพโดย: Watt Go-Southern Myanmar

การเดินทางทำให้เราสัมผัสถึงมิตรภาพ ของคนแปลกหน้า ได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวอันแสนประทับใจไว้ในลิ้นชักความทรงจำ รวมถึงแรงบันดาลใจจากสิ่งที่เข้ามากระทบขณะเดินทาง และทำให้เราได้เข้าใจความคิดหรือความรู้สึกที่ล่องลอยอยู่ในจิตใจมาเนิ่นนาน ท้ายสุดก็ทำให้เราได้รู้จักตัวเองและเข้าใจผู้คนรอบข้างได้มากยิ่งขึ้น....

เราจะออกเดินทางต่อไป ตราบนานเท่านาน....

1 มกราคม 2560