ทวาย...การเดินทางสู่ทะเลอันดามันที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด

     โครงการท่าเรือน้ำลึกทวายทำให้นักเดินทางสะพายเป้อย่างผมอยากออกค้นหาเมืองทวาย เมืองประวัติศาสตร์ที่ผมได้ยินได้ฟังผู้ใหญ่เล่ามาตั้งแต่เด็ก การเดินทางจากด่านพุน้ำร้อนสู่เมืองทวายด้วยระยะทางประมาณ 140 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางถึง 5 ชั่วโมงนั้น บ่งบอกถึงเส้นทางที่ยังไม่สมบูรณ์ ถนนแบ่งออกเป็นสองช่วง ช่วงแรกเป็นถนนลูกรังวิ่งผ่านป่าตะนาวศรี หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงและแม่น้ำตะนาวศรี และช่วงที่สองเป็นถนนลาดยาง แต่ก็เป็นลาดยางแบบพม่าที่ไม่เรียบและไม่กว้างสักเท่าไหร่ ถนนคดเคี้ยวไปตามเนินเขา นับโค้งได้สูสีไม่แพ้เส้นทางสู่แม่ฮ่องสอน แต่ความสุขของการเดินทางก็คือเส้นทางที่เราผ่านไป ถนนช่วงที่สองเริ่มเห็นหมู่บ้านและชุมชนชาวพม่ามากขึ้นซึ่งคนที่นี่เรียกตัวเองว่า ทะแว สังเกตได้จากตัวอาคารบ้านเรือนของชาวทะแวที่จะมีหอนัตหรือหิ้งพระยื่นออกมาจากตัวบ้านตามความเชื่อที่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือนัตนั้นจะไม่อยู่ร่วมชายคาเดียวกับปุถุชนคนธรรมดาซึ่งยังมีกิเลสอยู่ ดังนั้นจึงต้องทำแยกออกมาต่างหาก ส่วนบ้านชาวกะเหรี่ยงนั้นจะไม่ค่อยเห็นหรือไม่มีให้เห็นเลยก็ว่าได้เพราะชาวกะเหรี่ยงเขตนี้ส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ สังเกตได้จากโบสถ์ประจำหมู่บ้าน ก่อนเข้าสู่หมู่บ้าน ต่องโตงโลง หรือ หมู่บ้านภูเขาสามลูก จะมีสะพานเหล็กยาวประมาณ 10 เมตร สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1915 สมัยที่พม่าอยู่ภายใต้อาณานิคมอังกฤษและเป็นแค่จังหวัดหนึ่งของประเทศอินเดีย เมื่อเข้าสู่หมู่บ้านต่องโตงโลงก็จะเห็นบ้านเรือนหนาตาขึ้น ชาวบ้านเล่าว่าที่แห่งนี้เคยเป็นเหมืองเก่าและคนที่มาทำเหมืองที่นี่ส่วนใหญ่ก็มาจากเมืองอื่น เช่น มาจากมะริด บ้าง เกาะสอง บ้าง พอเหมืองปิดตัวลง ชาวเหมืองก็ตัดสินใจตั้งหลักปักฐานอาศัยอยู่ที่นี่เรื่อยมาจนหมู่บ้านขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ คนที่นี่อัธยาศัยดี ยิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายพูดคุยดุจญาติมิตร


    
      เมื่อเดินทางสู่ทวาย เราจะเห็นต้นตาลสูงลิ่วอยู่สองข้างถนนเข้าเมือง ปัจจุบันต้นตาลบางส่วนก็ถูกตัดโค่นเพราะทางรัฐบาลต้องการขยายถนนให้กว้างขึ้น บ้านเมืองของชาวทวายลักษณะทั่วไปเป็นบ้านไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ายกพื้นสูง ถ้าออกไปตามชนบทจะเห็นฟืนกองพะเนินอยู่ใต้ถุนบ้านและฝาบ้านเป็นไม้ไผ่สานขัดแตะและมีหอนัตลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ ยื่นออกมาจากตัวบ้าน โดยส่วนใหญ่เห็นทางทิศตะวันออกแต่ก็มีบ้างที่ไม่ได้อยู่ทิศนั้น สอบถามคนทวายก็บอกว่าแล้วแต่ตำแหน่งห้องน้ำว่าอยู่ด้านไหนของตัวบ้านหอนัตก็ต้องอยู่ตรงข้ามด้านนั้น ถนนในทวายมีไม่กี่เส้น และมีตึกเก่าๆ สไตล์โคโลเนียล เช่นตึกที่ทำการของเขตตะนาวศรี ตึกเทศบาลเมืองทวาย และโรงแรมบางแห่งที่นำเอาตึกเก่าสมัยอังกฤษมารีโนเวตเป็นห้องพักหรู ถ้าเราเดินไปบนถนนอาซานีซึ่งเป็นถนนใจกลางเมืองทวายเราก็จะเห็นบ้านเก่าๆ ตึกเก่าๆ ลักษณะนี้มากมาย ก่อนถึงตึกที่ทำการเขตตะนาวศรีก็จะเป็นโบสถ์คริสต์      ตั้งแต่สมัยอาณานิคมอังกฤษและโรงเรียนประจำเมืองทวายที่เพิ่งฉลองครบรอบร้อยปีเมื่อปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2558) จากนั้นก็จะเป็นตลาดร้อยปี หรือตลาดเซจี ยานพาหนะส่วนใหญ่ของคนทวายจะเป็นรถมอเตอร์ไซด์ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศไทย ประเทศเวียดนามและประเทศจีน สมัยก่อนโน้นคนทวายเดินทางโดยรถม้าและวัวเทียมเกวียนซึ่งยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างในปัจจุบันนี้ แต่นับวันก็ลดน้อยลงทุกที เสน่ห์แบบนี้ถ้าเราไม่รีบออกเดินทางมาที่ทวาย ก็คงจะไม่มีโอกาสได้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้เพราะการพัฒนานั้นมักทำให้เสน่ห์ของอดีตหายไปด้วยเสมอ...



จากนั้นเราก็ออกเดินทางต่อสู่หาดมอมะกัน ชายหาดที่อยู่ติดทะเลอันดามันฝั่งประเทศพม่าและห่างจากตัวเมืองทวายประมาณ 12 กิโลเมตร ว่ากันว่านี่คือทะเลอันดามันที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด หากถนนจากด่านพุน้ำร้อนมาทวายลาดยางเสร็จเรียบร้อย เราสามารถเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปทวายแบบไปเช้าเย็นกลับได้เลย แน่นอนละ...ที่ทวายนั้นขึ้นชื่อในเรื่องอาหารทะเลเป็นอย่างมาก สมัยที่ผมเดินทางมาถึงที่นี่ใหม่ๆ กุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์ตัวอวบๆ ใหญ่ๆ นั้น กิโลหนึ่งไม่ถึงพันบาท นี่ยังไม่กล่าวถึงพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ที่อุดมสมบูรณ์ จนนักบุกเบิกหาปลาที่เข้ามาทวายในช่วงแรกๆ นั้นต่างคึกคักกันน่าดูก่อนพวกนี้จะผันแปรมาเป็นนักตกปลาขั้นเทพสนุกสนานไปกับการหาปลา ตลอดแนวชายฝั่งทะเลอันดามันจากแหลมทวายหรือแหลมชินมอ (Dawei Peninsula) ไปจนถึงหมู่เกาะมะริด 800 เกาะ (Mergui Archipelago) แน่ละ...ถ้าเราไม่ออกเดินทางเราเองก็จะไม่รู้เลยว่าที่แห่งนี้งดงามและอุดมสมบูรณ์สักแค่ไหนเหมือนกับที่ Philip Stanhope ท่านเอิร์ลที่ 3 แห่งเมืองเชสเตอร์ฟิลด์ กล่าวว่า โลกนี้คือดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักมันได้จากการบอกเล่า แต่คนเราจะต้องเดินทางท่องเที่ยวไปเพื่อทำความรู้จักกับมันด้วยตัวเอง




                  

                  

จองโรงแรมในทวาย

ในราคาส่วนลดพิเศษ

หนุ่มนักเดินทาง บ้านๆ เซอร์ๆ ติดดิน คนหนึ่ง หลงเสน่ห์พม่าจนไม่อยากกลับบ้าน ออกเดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกสู่ตะวันตก สะพายเป้ใบเขื่องหนึ่งใบและสมุดโน๊ตพร้อมปากกาหนึ่งชุด ดั้นด้นค้นหาเรื่องราวความประทับใจในดินแดนแปลกใหม่และมิตรภาพของคนแปลกหน้าบนเส้นทางที่เดินผ่าน

Share this

Previous
Next Post »