มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ที่เมืองทวาย พม่าตอนใต้

ผมนั่งลงตรงเก้าอี้ผู้โดยสารของวินรถตู้แห่งหนึ่ง ณ สถานีรถประจำทางของเมืองทวาย เพื่อจะมุ่งหน้าสู่ด่านพุน้ำร้อนที่อยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 150 กิโลเมตร ใกล้กันนั้นก็มีหญิงแม่บ้านกำลังนั่งคุยกับลูกชายวัยไม่เกินสี่ขวบเสียงหึ่งๆ เหมือนผึ้งบิน ถัดไปก็เป็นเด็กหนุ่มใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวลายหมากรุกกำลังนั่งเคลียคลอกับเด็กสาวหน้าตาจิ้มลิ้ม ผิวเข้ม ใบหน้ามีแป้งทานาคาสีเหลืองนวลแต้มเป็นวงกลมคล้ายพระจันทร์เต็มดวงอยู่สองข้างแก้ม ส่วนด้านในนั้น ก็เป็นชายหนุ่มวัยสามสิบต้นๆ กำลังนั่งวุ่นอยู่กับการขายตั๋วรถโดยสารอยู่ตรงโต๊ะไม้สีเหลี่ยมเก่าๆ พร้อมเคี้ยวหมากปากแดง สักพักก็มีชายหนุ่มผิวดำกร้านเดินเข้ามาในห้องผู้โดยสาร แล้วนั่งลงตรงเก้าอี้ด้านข้างผม

Photo by Ying Tey

“จะไปไหนเหรอครับ” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเป็นภาษาไทยแปร่งปร่า ไม่ชัดเจน 
“ผมจะไปด่านทิคี่ครับ” ผมยิ้มตอบพลางวางหนังสือในมือลงข้างๆ พร้อมเอ่ยบอกจุดหมายปลายทางว่าเป็นด่านชายแดนไทย – พม่า ฝั่งตรงข้ามด่านพุน้ำร้อน จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นชายหนุ่มก็เชิญผมคุยไปเรื่อยเปื่อยพร้อมสั่ง ‘หล่าแพดเหย่’ หรือชานมร้อนจากแม่ค้าด้านหน้าห้องผู้โดยสารมาให้หนึ่งแก้ว....

มิตรภาพของคนแปลกหน้าคือมนต์เสน่ห์ของการเดินทาง ที่ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งเปี่ยมไปด้วยความทรงจำที่แสนประทับใจ มีชีวิต และอมยิ้มได้ 

เมื่อโชเฟอร์บีบแตร ตะโกนบอกว่ารถจะออกแล้ว ชายหนุ่มคนดังกล่าวก็รีบควักธนบัตรสีเขียวจำนวนหนึ่งพันจ๊าตออกมา แล้วรีบยื่นให้แม่ค้าที่อยู่ด้านหน้าห้องผู้โดยสารอย่างเร็วไว มิทันที่ผมจะมีโอกาสแม้แต่จะเอ่ยบอกว่า ‘ขอจ่ายเอง’

 “ไม่เป็นไรครับพี่...ผมขอเลี้ยงแล้วกันเที่ยวนี้ ไว้มีโอกาสเจอกันวันหน้า ก็อย่าลืมทักทายผมบ้างนะครับ” 

หัวใจของผมเริ่มเต้นผิดจังหวะ ความรู้สึกซาบซึ้งใจแผ่ซ่านไปทั่วกาย อัธยาศัยและน้ำใจที่ชายหนุ่มคนนั้นแสดงออกมาทำให้ผมได้เห็นความงดงามของสังคมนี้ ความแปลกหน้าไม่ใช่กำแพงกั้นมิตรภาพแต่อย่างใดเลย ผมเอ่ยลาชายหนุ่มคนนั้นที่นั่งรอรถโดยสารอีกคันเพื่อไปเมืองอื่นและไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นมานี้ได้สร้างความทรงจำที่แสนประทับใจให้กับการเดินทางของผมอย่างไม่มีวันลืมเลือน....


รถตู้ Toyota Super Custom วิ่งฉุยฉิวปลิวลมออกจากเมืองทวาย ผ่านสวนหมากที่อยู่สองข้างถนนไปอย่างเร็วรี่ ภายในรถตู้อัดแน่นไปด้วยหนุ่มสาวชาวพม่าที่จะไปขายแรงงานที่ประเทศไทย ว่ากันว่าแรงงานภาคประมงที่มหาชัย หรือในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครนั้น ส่วนใหญ่มาจากเมืองทวาย ย้อนกลับไปในอดีต แรงงานเหล่านี้จะเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยผ่านทางจังหวัดระนอง โดยการนั่งเรือโดยสารไปลงที่เกาะสอง แต่พอด่านชายแดนที่หมู่บ้านพุน้ำร้อนและด่านสิงขรเปิด คนภาคตะนาวศรีก็เลือกจะนั่งรถมากกว่านั่งเรือ ทำให้บริษัทฯ ที่เดินเรือบนเส้นทางนี้ต้องหยุดให้บริการไปเมื่อต้นปีนี้ (2559) หลังจากเปิดให้บริการมาได้ 2 ทศวรรษ ถนนช่วงที่สองเป็นถนนลูกรัง วิ่งเลียบไปกับแม่น้ำตะนาวศรีซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพื้นที่เขตนี้ ผ่านเทือกเขาตะนาวศรีหรือที่คนกะเหรี่ยงเรียกว่า ‘ปิล๊อกต่อง’ ส่วนคนพม่าเรียกว่า ‘ต่องตัน’ ข้ามเขาช้างร้องแล้วทะลุทะลวงไปบนถนนเส้นโบราณที่ใช้เดินทัพสู่ด่านบ้องตี้สมัยสงครามเก้าทัพและเป็นเขตอิทธิพลของกองกำลังกะเหรี่ยง KNU



เด็กหนุ่มสาวในรถคุยกันโขมงโฉงเฉง รถไม่ได้เปิดแอร์แต่เปิดหน้าต่าง โชเฟอร์บอกว่าจะได้ไม่เมารถกันเพราะถ้าปิดกระจกเปิดแอร์เมื่อไหร่ คนในรถคงได้อ๊วกแตก อ๊วกแตนกันอย่างแน่นอน อาจเป็นเรื่องแปลกสำหรับนักเดินทางชาวไทยที่มาจากฝั่งตะวันออกของเทือกเขาตะนาวศรี ก็คงคล้ายกับการดื่มน้ำกับน้ำแข็ง คนพม่าเองก็มองเป็นเรื่องแปลก มันขัดกับบริโภคนิสัยของเขา ยิ่งเมื่อเดินผ่านแดดร้อนๆ มา ชาวพม่าจะห้ามการดื่มของที่เย็นจัดอย่างน้ำแข็ง ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้วัฒนธรรมดังกล่าวจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวและคนในสังคมเมืองก็ตามที แต่น้ำแข็งก็ยังไม่ค่อยนิยมบริโภคกันในสังคมพม่าสักเท่าไหร่ รถตู้วิ่งโขยกเขยกมาถึงจุดหมายปลายทางเมื่อตะวันจวนลับฟ้า เรื่องราวมิตรภาพของหนุ่มผิวดำกร้านที่ท่ารถเมืองทวายเมื่อเช้านี้ ยังคงอยู่ในความทรงจำของหนุ่มนักเดินทางบ้านๆ เซอร์ๆ ติดดิน คนนี้อย่างไม่มีวันลืมเลือน... 

แด่มิตรภาพของคนแปลกหน้า...ณ เมืองทวาย พม่าตอนใต้ 

 14 กันยายน 2559

หนุ่มนักเดินทาง บ้านๆ เซอร์ๆ ติดดิน คนหนึ่ง หลงเสน่ห์พม่าจนไม่อยากกลับบ้าน ออกเดินทางตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกสู่ตะวันตก สะพายเป้ใบเขื่องหนึ่งใบและสมุดโน๊ตพร้อมปากกาหนึ่งชุด ดั้นด้นค้นหาเรื่องราวความประทับใจในดินแดนแปลกใหม่และมิตรภาพของคนแปลกหน้าบนเส้นทางที่เดินผ่าน

Share this

Previous
Next Post »